login
เรียกเหมี๊ยวๆ เดี๋ยวฟิวส์ก็มา รุ๊บนะ จั๊กๆ


"ลัดดาครับ ผมรู้สึกหวั่นไวเมื่ออยู่ใกล้คุณ"

"หวั่นไหวอย่างไรคะ"

"เอ่อ.."
"ผมรู้สึกดีนะครับ เวลาที่มีคุณเคียงข้าง.."

ความเงียบเข้าครอบงำทั้งคู่
ลัดดาเริ่มละสายตาที่จ้องมองประสิทธิ์ลงเล็กน้อย

"ขอบคุณค่ะ ฉันก็รู้สึกดีเช่นกัน"

"คุณประสิทธิ์คะ..."
"ลัดดาไม่เคยคิดกับคุณมากกว่าเพื่อน.."
"ที่ลัดดาไปไหนมาไหนกับคุณ และพูดคุยกับคุณ ลัดดาเพียงไม่ต้องการให้เพื่อนคนหนึ่งต้องเหงา.."

ประสิทธิ์ฟังและจ้องมองลัดดานิ่งๆ
ณ เวลานั้น ไม่มีความคิดใดลอยเข้ามาในหัวเขา
เขารู้สึกว่าตัวเขาไร้น้ำหนัก
ถ้ามีใครมาสะกิด เขาคงล้มลงไปกองกับพื้นทันที

แม้เป็นห้วงแห่งช่วงเวลาที่ไร้ความคิดและความรู้สึก
น้ำตาประสิทธิ์ค่อยๆ ซึมออกมา..

ลัดดาเงยหน้าขึ้นมองประสิทธิ์อย่างช้าๆ
เธอเอื้อมมือขึ้นจับที่ใบหน้าของเขา และเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลอยู่ข้างแก้ม

"ลัดดาขอโทษนะคะ"

ประสิทธิ์จับที่มือของลัดดาที่เช็ดน้ำตาให้เขา
เขาค่อยๆ กุมมือลัดดาอย่างทะนุถนอม
เขาเอ่ยปากพูดด้วยเสียงคลุมเครือพร้อมกับน้ำตา

"ถึงคุณไม่อาจจะรักผมได้"
"แต่ผมขอรักคุณแบบนี้ต่อไปได้ไหมครับ"

ลัดดาเงียบครู่หนึ่ง
น้ำตาเธอค่อยๆ ซึม ออกมา

"คุณจะทำไปเพื่ออะไรคะ ในเมื่อฉันคิดกับคุณเพียงแค่เพื่อน"

"ผมเพียงอยากรักคนที่ผมรักเสมอๆ"
"แม้เธอจะไม่คิดเช่นนั้นกับผมก็ตาม"

น้ำตาเธอไหลมากขึ้นกว่าเดิม

"ขอบคุณนะคะ"
"ฉันขอโทษ.."

"ผมก็ขอโทษ.. ลัดดา"
"ผมขอโทษ ที่ผมรักคุณ"

http://ifew.exteen.com/20091025/entry-1



"คุณกาลิเลโอครับ คุณรู้ไหม.. มันช่างโดนใจผมจัง.."

เมื่อวานได้ดูภาพยนตร์ ตามหากาลิเลโอ แบบไม่ทันตั้งตัว
ก็ตามสไตล์ของค่าย GTH เขาหละครับ
ดูแล้วก็ "ฟีลกู๊ดๆ" (Feel Good) สลับ "อะโลนๆ" (Alone) อย่างบอกไม่ถูก

ก่อนจะดูเรื่องนี้ ตัวอย่างหนังมันบอกผมเนืองๆ ไว้แล้ว ว่า
มันคือ "Memo ฉบับ เต้ยต่ายทัวร์ยุโรป" นั่นเอง (ใครไม่รู้จัก memo ลองถามพี่กูได้)

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงใน entry นี้หรอกนะ
"มันผิดสไตล์ผม!" (แม้ว่าอยากจะเขียนเรื่องเต้ยต่ายน่ารักจนมือสั่นยิกๆ)

แต่สิ่งที่ผมชอบและโดนใจมาก คือ แนวคิดของตั้ม (แสดงโดย เรย์ แม็คโดนัลด์)

ตั้มเป็นคนที่ใช้ชีวิตอิสระเสรี แต่ยอมทำตามทำเนียบและสังคมในแบบคนทั่วไป
ตั้มจัดงานศิลป อยากทำอะไรก็ทำ มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ทำตามคนอื่น
แต่ตั้มก็ยังรู้ว่าสิ่งที่ถูกคือถูก สิ่งที่ผิดก็คือผิด และยอมรับผิดโดยดี

ตั้ม พยายามบอกกับผู้ชมว่า "เราจะใช้ชีวิตซับซ้อนกันทำไมให้ยุ่งยาก"

ดีใจครับ ที่หนังเรื่องนี้ได้สื่อสารแนวคิดนี้ ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้
(ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกนะ ว่า คนที่ดูแล้วเขาจะเห็นจุดนี้หรือคิดตามหรือเปล่า)

ทุกวันนี้ผมพบเจอหลายคน และรู้สึกว่าเขามักจะคิดอะไรยุ่งยากและซับซ้อนเสมอๆ
ทั้งๆ ที่ใช้ชีวิตปกติทั่วไปก็ยากพอแล้ว ยังจะทำอะไรให้มันซับซ้อนอีกทำไม?

ถ้าซับซ้อนแล้วทำให้ชีวิตเป็นสุขก็ทำไปเถอะ!
แต่ถ้าซับซ้อนแล้วทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ก็ไม่รู้จะทำกันไปทำไม?

แต่ที่ผมเห็นบ่อยๆ มักจะใช้ชีวิตซับซ้อนสำหรับเรื่องเลวๆ
และพอเจอปัญหา ก็ต้องแก้ด้วยวิธีที่ยากขึ้น จบด้วยความไม่มีความสุขเสมอๆ..

ในภาพยนตร์ ตามหากาลิเลโอ ก็มีอยู่สองตอนครับ ที่เชอรี่ (แสดงโดย ต่าย ชุติมา ทีปะนาถ)
ทำให้นุ่น (แสดงโดย เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ) ซึ่งเป็นเพื่อนของตนเอง ต้องได้รับความลำบาก
เพียงเพราะการทำนิสัยมักง่ายและคิดว่าความคิดตัวเองถูกเสมอ (ตามแบบฉบับคนไทยส่วนใหญ่ในหลายพื้นที่)

ทำเรื่องเดือดร้อนแก่ตนเอง ตนเองได้รับผลก็ต้อง ยอมรับกันไป
แต่ทำแล้วให้คนอื่นต้องเดือดร้อนด้วย อันนี้ก็ไม่ไหว

สุดท้าย จากความที่จะไปเที่ยวอย่างสนุกโดยราบรื่นกับเพื่อนสุดน่ารัก
กลับต้องเจอปัญหาหลายๆ อย่าง ที่ตัวเองทำตัวเองแท้ๆ

จนต้องได้ประสบเคราะห์กรรม จนเห็นแก่ตนเองเสียก่อนนั่นแหละครับ ถึงจะรู้ซึ้งว่าผิดจริง
ทั้งๆ ที่ระดับปัญญาและมันสมอง ก็น่าจะคิดได้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี!

คิดแบบ ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้ ว่าอันตรายแล้วนะครับ แต่ที่อันตรายกว่า คือ
คิด ทำชั่วแล้ว แต่คิดว่าตัวเองไม่ชั่ว แล้วอ้างนู่นอ้างนี่ นี่สิครับ น่ากลัวมาก

ซึ่ง ในเรื่อง เชอรี่ไปปลอมรายเซ็นอาจารย์เพื่อขอใช้ห้องเขียนแบบ อาจารย์จึงให้ F ในวิชานั้น
แต่เชอรี่แทนที่จะสำนึกผิด กลับมองว่าอาจารย์ไม่ยุติธรรมเสียอย่างนั้น

ผมเจอบ่อยครับ และผมก็รู้สึกสมเพชปนกับสงสารมากเช่นกัน
กับคนที่รู้ว่าทำผิด พอมีคนว่ากล่าวตักเตือน กลับประชดประชัน ทำผิดมากขึ้นไปอีก

อยากรู้ครับ จะทำไปเพื่ออะไรครับ? เพื่อความสะใจ?
แล้วใครเป็นทุกข์ครับ? ถ้าอีกคนเฉยๆ? ก็ตนเองนั่นแหละครับ ที่เป็นทุกข์?

แทนที่รู้ว่าทำผิด แล้วสำนึกปรับปรุงตัวทำให้ดี แค่นี้ก็จบ!
จะไปทำให้เรื่องซับซ้อนกันไปทำไม? ไม่เข้าใจ!

ดังนั้น ผมไม่ใช่คนมีความอดทนอะไรมากนัก
ถ้าผมเจอคนมาทำแบบนี้สักสองสามครั้ง ผมคงต้องปล่อยไป
พร้อมกับคำพูดที่ว่า "ถ้ายืนยันจะทำ แล้วมีปัญหาอีก ไม่ต้องมาบอกกรู กรูเตือนแล้ว!"

เขียนไปเขียนมา ของชักขึ้นแฮะ
เอาเป็นว่า ลองไปดูหนังเรื่องนี้สักรอบ
และลองสังเกตุตัวเอง และคนรอบข้างครับ
ว่า "เหนื่อยไหม กับชีวิตยุ่งยากๆ ที่สร้างมาเองกับมือ?"

จงจำไว้ครับ เมื่อใดคุณสร้างปัญหาจากความซับซ้อนในการชีวิต
คุณย่อมต้องหาทางแก้ด้วยวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้นอีกหลายเท่า!

ทำเสแสร้งกับใครไว้มากเท่าไร วันใดเขารู้ความจริง แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว... ฮ่าๆ

จริงไหม!?

ตับฉบับ http://ifew.exteen.com/20090809/entry


ก่อนรับปริญญา 1 วัน
และก่อนวันเกิดใครบางคนที่ผมจัก

กับข้อความหนึ่งในความคิด

"4 สิ่งที่เรียกกลับคืนไม่ได้ คือ เวลา โอกาส คำพูด และ เธอ.."



หนึ่งวินาทีผ่านไป ใบไม้ร่วงโรย ความรู้สึกเปลี่ยนไป

ใครบางคนตักเตือน ไม่ดูตน ล่วงเลย

เอ่ยคำพูด แม้เพียงคำ เกิดสุขทุกข์

คนข้างเคียงอำลา ความเหงามาเยือน

ต้นฉบับ http://ifew.exteen.com/20090420/entry





FederVenture Party Seson III Grand Opening

ฟัง scrubb และ โป้ โยคีเพลบอย ฟรีๆ ที่พารากอนจ้า

หากใครกินเบียร์ งานนี้ก็มีเบยรี์ฟรีๆ ของ เฟเดอบรอย

ไปลงทะเบียนกันได้เล้ยยยยยย

http://www.federbrau.com/fed-11673.html


blog post ฉันรอเธออยู่
Posted in diary on Mar 05, 2009 at 7:40 PM
รอฉันรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่หนใด
เธอจะมา เธอจะมาเมื่อไร
เธอจะมา เธอจะมาเมื่อไร
นัดฉันไว้ทำไมไม่มา
ฉันเป็นห่วง ฉันเป็นห่วงตัวเธอ
ให้ฉันเก้อชะเง้อคอยหา
นัดไว้ทำไมไม่มา นัดไว้ทำไมไม่มา
โอ้เธอจ๋าอย่าช้าเร็วหน่อย
รีบหน่อย รีบหน่อย รีบหน่อย
เร็วหน่อย เร็วหน่อย เร็วหน่อย


"นานเท่าไรแล้ว ที่เราอยู่คนเดียว"

เสี้ยวความคิดหนึ่งที่หลุดลอยออกมา โดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ

ผมพยายามจะนึกมัน แต่ก็เลือนลางเสียเหลือเกิน

แต่ช่างเถอะ อยู่ได้มานาน เราก็คงจะชินแล้วหละ(มั้ง)



การได้อยู่คนเดียวมันก็สอนอะไรผมหลายอย่าง

อย่างน้อย.. ก็ทำให้ผมคิดถึงคนอื่นเป็น

คอยเป็นห่วงเสมอว่าใครบางคนสบายดีไหม

จินตนาการเข้าข้างตัวเองว่าเขาก็คิดเช่นกัน

ปิดท้ายด้วยการขวยเขิลคนเดียวในห้องได้อย่างไม่ต้องอายใคร



อ่านแล้วตลกดีเนอะ คุณว่าไหม? :D



ในคืนที่กำลังจะหลับตา

เสียงและใบหน้าใครสักคนยังคงชวนให้นึกถึงเสมอ

หากคืนนี้มีคุณอยู่ข้างๆ ในความคิดผมคงไม่มีคุณ



ขอบคุณนะ ที่ทำให้ผมคิดถึง



"หลับตาซิที่รัก ในวงแขนของฉัน
จะไม่มีผู้ใด คิดทำร้ายเธอได้
หลับตาซิที่รัก ขอจงนอนหลับฝัน
เผื่อพรุ่งนี้ได้พบวันใหม่..กับฉัน"











blog post Tag 25 random things about me
Posted in diary on Feb 25, 2009 at 5:19 PM
โดนสก๊อยเบบี๋ tag มา ถ้าไม่ทำ จะคอยเด้งเอ็มทวงยิกๆ อยู่ร่ำไป
ไอ้ tag เนี้ย คือ เล่าอะไรก็ได้เกี่ยวกับชีวิตเรา 25 ข้อ
ไม่รู้ว่าก๊อยมันจะเอาไปทำสัมโนครัวประชากรไทยหรือไรมิทราบ
ว่าแล้วก็ทำให้ชื่นใจหน่อยละกัน

1. ชื่อเล่นชื่อฟิวส์ (หรือ ดช.ชิตพงษ์) ตอนประถมเพื่อนเรียกว่าไอ้แว่น เพราะใส่แว่น
พอมัธยมปลาย เพื่อนเรียก ไอ้เฒ่า เพราะเสือกมีผมหงอกมากกว่าพวกมัน
บ้างก็ไอ้ม่อ เพราะมีความสามารถสร้างมนุษย์สัมพันธ์(มิใช่เพศสัมภันธ์)กับหญิงดีเลิศเป็นพิเศษ

2. ตอนเด็กๆ แบเบาะ แม่คิดวา่จะเป็นใบ้ เพราะไม่พูด แล้วในตระกูลก็มี อาอี๊,อาแปะ,อากู๋ ที่เป็นใบ้
พอโตมาหน่อย มันก็เริ่มพูดได้ แม่ดีใจมาก สรุป ว่าวิวัฒนาการทางการพูดมันล้าหลังกว่าสายพันธุ์เดียวกันไปสองสามเดือน

3. สมัยเด็กๆ ถูกหิ้วไปนั่นไปนี่บ่อยมาก เนื่องจากป๊าเป็นคนกินเหล้าและเข้าสังคมบ่อย เลยได้มีเข้าห้องคาสิโนลับในกรมป่าไม้ ไปเสพกลิ่นสุราในหมู่เพื่อนป๊า รวมไปถึงเป้น ฟิวส์ ญาติเยอะ เลยถูกตระเวนไปโชว์ตัวตามบ้านญาติโกโหติกา เลยมีโอกาสไปเที่ยวทะเล ภูเขา บ่อยๆ แต่นั่นก็เด็กเกินกว่าจะนึกออก ได้แต่นั่งมองรูปตาปริบๆ ตอนโต ว่า อ้าว กรูเคยไปทะเลแหวกด้วยหรอเนี่ย

4. อาจจะด้วยความเจนโลกของ หนูฟิวส์ จึงเป็นเด็กเจ้าเล่ห์แต่เด็ก ป้าเคยเล่าว่า เคยขับรถขึ้นฟุตบาทแล้วตำรวจเรียก จู่ๆ หนูฟิวส์ก็หลับซะงั้น ทั้งๆที่ยังนั่งคุยกันอยู่ พอตำรวจไปปุ๊บ ป้าถามว่ารู้เรื่องไหม หนูฟิวส์เลยบอกว่า รู้ แต่แกล้งหลับ กลัวตำรวจจับ ;P

5. ก่อนเข้าอนุบาล หนู ฟิวส์ได้ถูกส่งไปเข้าเนิสเซอรี่ ปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว และได้กลับไปเยี่ยมล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว คุณยายที่เลี้ยงมา เล่าให้ฟังว่า เราเป็นหัวโจกในกลุ่ม วันหนึ่งมีเด็กใหม่มา แล้วคุณยายไปให้ความสำคัญเด็กใหม่ ไอ้หนูฟิวส์คนนี้มันเดินไปผลักซะหงายหลังเลย.. แต่หลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกัน ซึ่งคุณยายเล่าให้ฟังแล้วพอจำชื่อได้สองคนคือ ครีมกับกวาง คุณยายบอกว่า กวางเคยเป็นแฟนเราในตอนโน้น และ กวาง ก็เพิ่งมาหาเมื่อไม่นาน กวางโตขึ้นน่ารักมาก ฟังแล้วทำให้เกิดไอเดียอยากเลี้ยงรุ่นเนิสเซอรี่เสียเหลือเกิน เผื่อเราจะได้กลับมาคบกันใหม่นะจ๊ะกวางที่รัก ฮ่าๆ

6. ที่เนิสเซอรี่คุณยาย ปัจจุบันกลายเป็นโรงเรียนสอนนวดแผนไทยที่ทำเป็นสไตล์บาหลี แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุยายยังปล่อยมันทิ้งไว้คือ รูปภาพขบวนรถไฟบนราง ลายไส้ขมุกขมัว พร้อมอักขระภาษาไทยกลับหัว ที่ัรังสรรค์ขึ้นโดยจิตกรชื่อหนูฟิวส์ ซึ่งคุณยายบอกว่าอยากเก็บไว้ดูเมื่อคิดถึง และยังคงคิดถึงเราเสมอ

7. คุณยายที่เนิสเซอรี่เล่าว่า หนูฟิวส์เกลียดการอาบน้ำมาก ร้องไห้งอแง ลงไปดิ้นพรวดพราด เป็นที่จับจ้องของเพื่อนๆในเนิสเซอรี่ที่เขายืนมองด้วยความสมเพสว่าเราเป็น เด็กสกปรก แต่เมื่อใดหยิบ เป็ดเหลือง มาบีบ ปี๊บๆๆ แล้ววางไว้ในน้ำ หนูฟิวส์จะเดินเข้าไปเล่นและยอมอาบน้ำทันที (รู้สึกว่าตัวเองใจง่ายเนอะ)

8. จำได้ว่าตอนอนุบาล เปลี่ยนโรงเรียนมาสองที่ ที่แรก คือ รร.โพฒิสาร แต่ด้วยความที่ ยังเด็ก(เทียบได้กับชั้นอนุบาล) แต่ถูกจับไปเรียน ป.1 จึงทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วโวยวายไม่อยากไปเรียน ที่บ้านจึงจับย้ายไปเข้า รร.อนุบาล แทน

9. ตอนจะเข้าเรียน รร.อนุบาล ต้องไปจับฉลาก ซึ่งตอนนั้นมีครูที่อยู่ข้างๆ เค้าบอกว่า ให้ล้วงกล่องไปทางนั้นทางนี้ จะได้เข้าเรียนได้ แต่ไม่รู้ยังไง จับไม่ได้ สุดท้าย ที่บ้านเลยต้องใช้เส้นเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลกันเลยทีเดียว

10. ถึงแม้จะย้ายโรงเรียน แต่มันก็ยังงอแง ไม่ยอมไปเรียนอยู่ดี ด้วยความที่ทำตัวกระแดะแต่เด็ก ครูสั่งอะไร ก็บ่นยากไปเสียหมด แล้วไม่อยากทำ ไม่อยากไปโดนครูตี จึงตัดปัญหาด้วยการงอแงไม่ไป ทุกเช้า จึงเป็นความลำบากของป๊ากับแม่มาก ที่ต้องลากมันไปเรียนให้ได้

11. ตอนเรียนประถม จำได้ว่าโดนเพื่อนแกล้งอยู่บ่อยๆ จำไม่ได้ว่ามันมาทำอะไร แต่แกล้งกลับ ด้วยการเอาข้าวสุกไปยัดกางเกงและบี้ให้มันเละๆ แต่ก็ไม่รู้ยังไงอีกเช่นกัน ถูกจับได้ เลยโดนเรียกที่บ้านมาพบ

12. ตอนประถมปลาย เริ่มนั่งรถสองแถวกลับบ้านเองได้ ก็จะนั่งกลับกับเพื่อนๆ แล้วชอบนั่งรถสายที่มันอ้อมโลก เพื่อจะได้เถลไถล ระหว่างทาง เวลาเจอร้านค้า หรือ ผู้คน จะตะโกนพร้อมกันทั้งรถว่า "สวัสดีคร้าบบบ" จากนั้นก็จะรีบมุดหัวลงไปซ่อน คนในร้านก็จะ งงๆ พอพักหลังเริ่มมีกระแสตอบรับบ้าง ก็จะตะโกนกลับมาว่า "สวัสดีจ้าา"

13. ตอน ป.5 มีเด็กใหม่เข้ามา ขาวน่ารัก เหมือนลูกครึ่ง ย้ายมาเรียนห้องเรา แถมนั่งข้างๆกันด้วย เลยสนิทกัน แล้วก็คบกัน คุยโทรศัพท์บ้าน กันทุกวัน วันละนานๆ ทำตัวแก่แดดแต่เด็ก พอเข้า ม.1 ก็อกหัก ร้องห่มร้องไห้กับป๊อปปี้เลิฟครั้งแรก

14. ตอน ป.5 อาโกวเปิดร้านขายคอมในพันทิพย์ เลยได้มีโอกาสเจอคอมพิวเตอร์ แล้วอยากได้ ที่บ้านก็เลยซื้อให้ ตอนนั้น เกือบๆ 4 หมื่น เป็น Intel Pentium 133MHz, RAM 8 MB, CD-Rom Creative, HDD 4 GB ที่บ้านซื้อให้เพราะอยากให้อยู่เล่นกับบ้าน ไม่ให้ออกไปเที่ยว แล้วก็เป็นตามที่เขาหวัง คือมันนั่งเล่นทั้งวันทั้งคืน และหลังจากนั้น ม2. ก็รู้จักอินเทอร์เน็ต และเริ่มชอบการเขียนเว็บ จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นเว็บโปรแกรมเมอร์ ด้วยประการฉะนี้

15. ตอน ม.2 อยู่กลุ่มที่มีไอ้เพื่อนหล่อๆอยู่ เลยทำให้มีสาวๆรุ่นพี่ รู้จักเยอะ เป็นอันเริ่มต้นเปิดฉากมหกรรมม่อตังแต่นั้นมา

16. ตอน ม.4 มีรุ่นพี่ ม5. มาชอบ คบได้อยู่สองเดือนก็เลิก เพราะตัดสินใจว่า ตัวเองจะไปจีบรุ่นน้องคนหนึ่งที่เล่นยูโดด้วยกัน

17. เป็นคนชอบศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก เลยเริ่มเล่นยูโดตั้งแต่ ม.3 แต่ก็ชอบมีคนมาบอกว่าให้เราเตะให้ดูสิ๊ ต่อยให้ดูสิ๊ แล้วก็มักตอบกลับไปว่า นั่นมันเทควันโด ยูโดคือทุ่มคนต่างหาก

18. เพราะเรียนยูโดมาได้พอสมควร จึงมีโอกาสเป็นครูฝึกสอนรุ่นน้องคนหนึ่ง รุ่นน้องคนนั้นชื่อ ปุ้ย ตอนนั้นเธอมาเรียนพร้อมกับพี่สาว ผ่านไปปีกว่า ก็ตกลงเป็นแฟนกัน แต่ตอนนั้นก็เป้นแฟนทั้งๆ ที่ยังม่อๆ สาวอื่นอยู่

19. ตอนเป็นแฟนกับปุ้ย มา 5 ปี ทำให้ปุ้ยเสียใจบ่อยมากกกกกก ด้วยความม่อของตัวเอง เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิก กันตลอด แล้วเราก็ชอบไปโทษด้วยว่าฝ่ายหญิงเป็นคนผิดทั้งที่เราผิด จนมาตอนหลัง เริ่มโตขึ้น ช่วงสองปีหลัง จึงไม่ค่อยทะเลาะกัน แต่ชอบงอลกันเรื่อง มื้อนี้จะกินอะไร วันนี้จะไปไหน วันนี้จะดูหนังเรื่องอะไร เพราะด้วยความที่ "อะไรก็ได้" ตามใจทั้งคู่ พอหลังจากเลิกกัน ก็เศร้ามากจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา 3 ปี

20. ตลอดเวลาที่อยู่คนเดียวหลังจากเลิกกับปุ้ย ใช้เวลา 2 ปีแรก ปิดตัวเองและอยู่กับตนเองมาตลอด ใคร่ครวญถึงอดีต นั่งอ่านหนังสือธรรมะ เขียน blog ระบายความในใจ จนทำให้รู้สึกว่าตนเองผิดมาตลอด ที่ทำให้ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง แถมเป็นแฟนเราด้วย ต้องเสียใจตลอดเวลา ด้วยความเอาแต่ใจของตนเอง ตั้งแต่นั้นมา มุมมองความรักก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่นเท่านั้น แต่หมายถึงกับความรักในครอบครัว เพื่อน หมา แมว

21. ด้วยความที่พอจะเข้าใจเรื่องของความรักมากขึ้น เลยทำให้กลายเป็น guru ความรัก ให้แก่เพื่อนๆ ที่อกหัก,มีรัก,มีปัญหากับแฟน ตลอดเวลา และยิ่งฟังปัญหา ยิ่งรู้สึกว่าคนส่วนมากมักหลงมากกว่ารัก

22. เริ่มต้นถ่ายรูปตอน ม4. ด้วยกล้อง Canon A70 เพราะตอนนั้นเป็น Freelance รับทำ Web จึงอ้อนแม่ซื้อกล้องไว้ถ่ายสถานที่และสินค้า จริงๆ อยากได้มาถ่ายเล่นมากกว่า ฮาๆ

23. หลังจาก A70 พัง ก็ไม่ได้ซื้อกล้องใหม่ จนเมื่อปี 2548 แม่รับปริญญา จึงอ้อนแม่ซื้อ DSLR ตัวแรก ตอนนั้น ซื้อ Olympus E-500 Lens ZD 17.5-45mm Kit (จริงตอนนั้น kit เป็น 14-45mm แต่ช่วงนั้นของขาดตลาด จึงซื้อมาได้เป็นของหิ้วที่ผลิตไว้ขายในยุโรป) ใช้มาปีกว่า ก็ขายทิ้ง แล้วเปลี่ยนมาใช้ Nikon D80 Lens 17-135 จนมาถึงปัจจุบัน

24. เป็นคนไม่ชอบการถ่ายภาพแบบมุมมองเดิมๆ เหมือนที่คนอื่นชอบถ่าย แต่ถ้าเจอกรณีหามุมไม่ได้ คิดไม่ออกก็จะถ่ายมุมพิมพ์นิยมนั่นแหละ แต่ก็จะไม่ค่อยกดถ่ายถ้าหามุมแปลกไม่ได้ เพราะรู้สึกว่า ถ้าถ่ายมุมมองเหมือนคนอื่น ก็ไปดูรูปคนอื่นเสียดีกว่า สวยกว่าที่เราถ่าย แต่ให้ภาพๆนั้น เก็บไว้ในความทรงจำของเราก็พอ

25. พิมพ์มาจนข้อสุดท้าย รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องเล่ามากกว่าเป้นข้อๆ เอาเป็นว่า ข้อนี้ไว้บอกก็แล้วกัน ว่ามีบล็อกไดอารี่ ส่วนตัว ที่เขียนเรื่องแนวๆนี้ อยู่ที่ http://ifew.exteen.com เผื่อไปอ่านแล้วคอเดียวกัน จะได้ทำความรู้จักมักจี่ไว้ ไม่เสียหายเนอะ

ไม่ขอ tag ต่อ ขี้เกียจ ฮ่าๆ

ที่มา: http://ifew.multiply.com/journal/item/42/Tag_25_random_things_about_me


"ถึงเธอและฉันรู้จักกันมานาน มีคืนและวันที่รู้สึกดีๆ
แต่ฉันก็รู้เราคงเป็นได้แค่นี้ คงไม่มีวันเป็นอย่างฝัน
และเธอคงจะไม่รักฉัน…มากไปกว่านั้น
แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหม…อย่างน้อยฉันก็ยอมรับมัน

ถ้าฉันมีใครคนหนึ่งให้รัก จะไม่ขอให้เขารักคืนมา
แค่ได้รักฉันก็คงจะสุขใจกว่าที่จะไปคาดหวังอะไร
รู้ไหมใจฉันมีเธอที่รัก เพียงพอแล้วไม่ว่าเธอรักฉันหรือไม่
แค่วันนี้ได้รักเธอ…ก็ทำให้ฉันสุขใจ"

***

ช่วงนี้ผมขยันเปิดเพลงนี้อยู่บ่อยครั้ง

ฟังเพื่อแอบกระซิบข้างใจใครบางคนในอดีต

และฟังเพื่อบอกตัวเองถึงใครบางคนในอนาคต

***

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน

ในความมืดที่มองไม่เห็นความสุขจากการมีรักข้างเดียว

ที่ยิ่งกว่านั้น.. ไม่เคยมีความเชื่อว่าผมจะทำได้

***

แต่เหมือนเป็นภาคบังคับ ที่ผมต้องทำ

ทำเพราะรู้สึกว่ายังรักและผูกพัน

แต่ไม่ได้ดูแล..

***

เวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี

สายลมแห่งความสุขเริ่มเย็นขึ้น

มันคือความสุขที่ผมเคยปรามาสไว้

***

อ่านมาถึงบรรทัดนี้..

คุณคงรู้แล้วสินะ ว่าผมมีความสุข

แต่ไม่เคยเหงาลดลงเลย...

***

"ฉันว่าความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม ปล่อยมันไปตามความรู้สึกข้างใน
ทำไมต้องเอาใจเราไปผูกไว้ ทำไม ทำไมต้องคาดหวัง
เรื่องระหว่างคนสองคนมันเปราะบาง แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหม ถ้าเราจะเชื่อในรักบ้าง

ถ้าฉันมีใครคนหนึ่งให้รัก จะไม่ขอให้เขารักคืนมา
แค่ได้รักฉันก็คงจะสุขใจกว่าที่จะไปคาดหวังอะไร
รู้ไหมใจฉันมีเธอที่รัก เพียงพอแล้วไม่ว่าเธอรักฉันหรือไม่

แค่วันนี้ได้รักเธอ…ก็ทำให้ฉันสุขใจ : ) "









ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่ - Friday


เจ้ากระต่ายผู้คิดมาก

เจ้าคงคิดไปเองตัวเดียวสินะ
ว่าเจ้าจะมีสิทธิ์ในนางฟ้า

ข้าเห็นเจ้าพยายามบิน
และสรรเสริญนางฟ้าทุกวัน

เจ้ากระต่ายผู้คิดมาก

เจ้ารู้แค่ว่าพ้นป่าและเขาที่เจ้าอยู่
ยังคงมีกระต่ายตัวอื่นๆ ที่เฝ้าสรรเสริญ
และพยายามบินไปหานางฟ้าของเจ้าเช่นกัน

แต่เจ้ารู้หรือไม่
หลังเมฆก้อนนั้น..
ก้อนที่อยู่ข้างๆกาย นางฟ้าของเจ้า
มีอัศวินคนหนึ่งอยู่...

เจ้าเป็นแค่กระต่าย..
เจ้าจะไปรู้อะไร..

เจ้ากระต่ายผู้คิดมากและโง่เขลา


9

8

7

6

5

4

3

2

1

0





สวัสดีปีใหม่นะคร้าบบบบบบบบ
ขอให้มีความสุขทุกๆ คนเลย
คิดสิ่งใดสมความปราถนา

ความสุข ร่ำรวย สมหวัง แข็งแรง


1 2 Next

RssFeed