อยากเขียนตั้งแต่เอนทรี่ที่แล้ว!!!!!!!!!
ดูฟังได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=X1NUHrYLswsเนื้อเพลง
http://www.thailyrics.com/lyric/english/lyric.asp?id=1012Artist : Live On Release
Album : OST "Dude Where's My Car"
Title : I'm afraid of Britney Spears
I only just turned 15
ฉันเพิ่งอายุสิบห้าปี (แปลงี้ป่าววะ)
I'm filled with hopes and dreams
ฉันเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน
I turn my radio on and
ฉันเปิดวิทยุและแล้ว
I hear the strangest song
ฉันก็ได้ยินเพลงที่ประหลาดที่สุด
Chorus :
I'm afraid of Britney Spears and Christina Aguilera
ฉันกลัวบริตนี่ สเปียร์ และคริสติน่า อากีเลร่า
Backstreet Boys and N'sync I don't know what to think
แบคสตรีทบอยส และ เอ็นซิงค์ ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้คิดเช่นนั้น
Ahoo Ahoo Ahoo Ahoo
อาฮู้..... (หอน)
It's slick the way they dress
เสื้อผ้าที่พวกเขาแต่งมันจะลื่น ๆ เป็นมันเงา
I heard they all have fake breasts
ฉันได้ยินว่าพวกเขาทั้งหมดมีนมปลอม (หมายถึงไปศัลยกรรมหน้าอกมา หรือยังไง?)
One thing I'll do if I can
สิ่งหนึ่งที่ฉันจะทำถ้าฉันสามารถทำได้
Is go on Britney's bus and get a tan
คือการไปที่รถบัสของบริตนี่และเผามันซะ (หมายถึงอย่างงี้ป่าว)
They dance like they need a cure
พวกเขาเต้นเหมือนกับต้องการการเยียวยารักษา (อาจประมาณว่าเต้นท่ากิ้งกือถูกน้ำร้อนลวก)
Let's get the number of their choreographer
นักออกแบบท่าเต้นของพวกเขามีเยอะมาก (Let's get แปลว่าไร)
There so worried bout what we'll think
นั่น กังวัลมากเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราคิด (แปลไม่ถูก หมายถึงพวกเขา-เช่นบริต กังวลฤา)
They took the time to learn to lip sync
พวกเขาเสียเวลาไปกับการเรียนลิปซิงค์ (ถือเป็นการดูถูกนะเนี่ย)
Milli Vanilli Milli Vanilli Milli Vanilli Milli Vanilli
(แปลว่าไร???)
I'm afraid of Britney Spears and Christina Aguilera
I'm afraid of Britney
I'm afraid of Britney Spears and Christina Aguilera
I'm afraid of Britney
I'm afraid of Britney Spears and Christina Aguilera
[Chorus] x 4
...
จะไปกลัวมันทำไมล่ะ โอ๊ะ!
afraid of แปลว่า กลัว หวาดกลัว อะไรทำนองนี้
แล้วนักร้องเขาจะกลัวยายบริต คริสติน่า BSB N'sync กันทำไม ดูแล้วเพลงมันน่าจะเป็นการเสียดสีเฉย ๆ มากกว่า
ตอนที่เพลงนี้ดัง เราไม่ชอบหรอก เห็นว่างี่เง่า ๆ ยังไงไม่รู้
แต่อยู่ดี ๆ เราก็อยากแปล เพราะว่ามีประเด็นที่อยากเล่า เกี่ยวกับความกลัว เยอะมาก และเท่าที่นึกออกก็คือเพลงนี้ที่มีคำว่า afraid of (เท่าที่เรานึกออกขณะนี้)
เคยถามตัวเองกันไหมคะ ว่าชีวิตนี้ "คุณกลัวอะไรมากที่สุด???"นานมากแล้ว เราเคยระดมความคิดของตัวเอง (ระดมคนเดียวเนี่ยนะ) ว่าในโลกนี้ มีอะไรบ้างที่เรากลัว
สิ่งที่เรากลัว ณ ตอนนั้น มีดังนี้ (กว่าจะเจอ อยู่เรื่องที่ ๑๒๑ คิดวันที่ ๑/๙/๔๔ จดวันที่ ๑๘/๔/๔๖ ไมมันห่างกันจังวะ สงสัยจดใส่กระดาษน้อยไว้ แล้วค่อยมาลอกลงบันทึกลงปรัชญาชีวิตของมิสแอม)
๑. ความตาย
๒. ผี
๓. ตกงาน
๔. เอนท์ไม่ติด
๕. ขึ้นคาน
๖. ความจน
๗. ความผิดหวัง (กว้างมาก)
๘. คนหลอกลวง
๙. อื่น ๆ
๒๘/๕/๔๖
สิ่งที่ไม่ได้คาดหวังไว้ก่อน
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
คงเหมือนของคุณผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อย หรือถ้าไม่เหมือนเลย แสดงว่าคุณผู้อ่านคงไม่กลัวสิ่งใด
มาถึงตอนนี้ เราว่าก็ยังกลัวนะ แต่รวบเหลือข้อเดียวได้ว่ะ นั่นคือ ความไม่แน่นอน เพราะจริง ๆ ถ้าเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว เราคิดว่าคงไม่กลัว อย่างตายเนี่ย ต้องตายทุกคนอยู่แล้วจะช้าจะเร็วก็ต้องตายกันหมด ดังนั้นไอ้เนี่ยไม่ต้องไปกลัวหรอก แต่คนก็ยังกลัว เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร คนเรากลัวเพราะตอนที่ต้องตายอาจจะยังไม่พร้อมที่จะตาย ก็เลยกลัว
*เราขอตัดข้อสี่ทิ้งได้เลยเพราะอายุเราผ่านตรงนั้นไปแล้ว, ตัดข้อหกได้เลยเพราะถ้าไม่รู้จักพอยังไงก็ยังจน (ต่อให้มีสมบัติพัสถานเป็นร้อยล้านก็ยังจน แต่ถ้ารู้จักพอ มีแค่ร้อยบาทคุณก็จะไม่จน ในทัศนะของเรานะ ความจริงมันมีปัจจัยเกี่ยวข้องเยอะ เยอะมาก), ตัดข้อเจ็ดเพราะที่ผ่านมาผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่ผิดหวังเป็นบทเรียนให้รู้จักอดทนและยอมรับสภาพ เราว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและไม่ได้น่ากลัวเลยจริง ๆ, ตัดข้อเก้า อื่น ๆ เพราะกว้างไป, ตัดข้อแปด เพราะไปกลัวมันทำไม กระทืบมันเลย (ก๊าก...)
ยังเหลือ ผี ตกงาน ขึ้นคาน สิ่งที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ขอพูดถึงตกงานก่อน ตกงานเนี่ย แปลว่าไม่มีงานทำ (งานที่ได้ค่าแรง) แต่เชื่อเถอะ ว่าทุก ๆ คนมีงานทำ มีทุกวัน ไม่เคยไม่มีอยู่ว่าง ๆ (ถ้าไม่ได้นอนทั้งวัน) แต่ว่ามันเป็นงานที่ไม่มีค่าแรงไง พอไม่มีค่าแรง มันก็เลยกลัวอดตาย จริง ๆ เราคงกลัวอดตายมากกว่า และถ้าคิดให้เจริญ ๆ กว่านี้ คือ กลัวว่าชีวิตจะไร้ค่า เพราะคนที่ไม่คิดจะทำอะไร ปล่อยเวลาทิ้งไปวัน ๆ ถ้าตายไปก็คงไม่มีคุณงามความดีความชั่วความอะไรทั้งสิ้น ดูแล้วไร้ค่ามาก ๆ มันคงดูน่าเบื่ออ่ะ
ส่วนขึ้นคานนี่ช่างเถอะ ถ้ามีคนคู่นึงที่รักกันมาก ๆ แต่แล้วจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่ทำให้เขาแต่งงานกันไม่ได้ ก็ขึ้นคานไปเถอะ ไม่เห็นต้องกลัวเลย กลัวไป ก็ไม่ช่วยให้คานถล่มลงมาหรอก
ส่วนผีเนี่ย เราว่าจริง ๆ มันมีหลายมุม ถ้าเป็นผีแบบมาหลอกมาหลอน อันนั้นกลัว กลัวมาก แต่ถ้าเป็นผีที่เขามาขอความช่วยเหลือ (ไม่อยากทั้งนั้น กลัว) ถ้าไม่ได้มาหลอก เราว่าคนคงไม่กลัว และน่าเห็นใจเขามากกว่า เขาอาจต้องการให้ทำบุญให้เขาบ้าง หรืออะไรก็ตาม หรือมาบอกอะไร เราว่าอย่างนี้คงไม่กลัว แต่อาจจะแปลกใจหรือตกใจซะมากกว่า แต่ไม่เอาทั้งนั้น เรากลัว เรามักจะแผ่เมตตาให้ผี (คือจริง ๆ แผ่ให้หมดเท่าที่นึกออกว่าอยากแผ่ให้ใคร ไม่ได้สักแต่แผ่ ๆ ไปส่งเดชนะ แต่แผ่ไปเพราะรู้สึกว่าการแผ่เมตตานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจ และเตือนสติเรา) เราไม่เคยเจอผี และไม่อยากเจอผี แต่เราเชื่อว่าผีมีจริง
สิ่งที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน (เช่น ไม่หวังว่าจะทะเลาะกับแฟน, โยกย้ายถิ่นฐานหน้าที่การงาน, ฯลฯ "ซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่ก็ส่งผลกระทบถึงอะไรบางอย่าง ที่คุณไม่ปรารถนาให้เป็นแบบนั้น จริง ๆ อันนี้ยังมีทางให้เลือก") กับ
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (เช่น ไฟไหม้, สารพัดภัยต่าง ๆ "ซึ่งอาจทำนายได้หรือไม่ได้ ป้องกันได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ควบคุมได้ยากยิ่ง และอาจไม่มีทางให้เลือก") นี่ เราเหมาเลยแล้วกันว่าคือ
ความไม่แน่นอน อันนี้แหละ กลัวกันไปเถอะ แต่อย่ากลัวเฉย ๆ นะ ควรหาทางทำอะไรสักอย่างด้วย??????????
คือจริง ๆ อยากเล่าเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เรื่องมีอยู่ว่า พอดีช่วงที่แม่อยู่ ร.พ. มีเพื่อนเรามาเยี่ยม แล้วก็บอกว่ามีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษาเรามาก ๆ เราก็งง ๆ เรื่องมันเป็นงี้ เพื่อนเราเล่าให้ฟังว่า ตัวเพื่อนเองกับเพื่อนสนิทของเขา (เราอยากใช้ว่า "แฟนเพื่อน" ว่ะ) ไม่ได้คุยกันมา ๕ วันแล้ว (นับถึงวันนั้น) จากที่เดิมจะโทรคุยกันเกือบทุกวัน เราก็ถามว่าสาเหตุมาจากไหนอ่ะ? เพื่อนเล่าว่าเพราะปัญหาการเมือง (ไม่อยากเล่ามาก จริง ๆ ชัดกว่านั้น) เราฟังจบสะอึก เอิก! เห็นใจทั้งเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน เพราะมันเป็นแค่อารมณ์อ่ะ (เนื่องจากมันส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของแฟนเพื่อน เราจึงเข้าใจว่าไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ แต่ก็เกินไปนิดนึง ที่เอาความสัมพันธ์มาแลกกับพวกบ้า ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเรารู้จักเพื่อนเราดีว่าเพื่อนเราไม่ได้บ้าการเมือง เพื่อนเราเขาแค่พูดไปถึง แต่ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วย แต่อีกฝ่ายกลับตัดขาดเลย "ถ้าไม่เลิกฟังเลิกพูดถึง.... ก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก" นี่คือคำที่เพื่อนของเพื่อนยื่นคำขาด) เพื่อนเราบอกว่า เห็นโต ๆ กันแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอแบบนี้ เราแนะนำให้เพื่อนกลับไปคุยก่อน แต่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นอีก แต่เพื่อน "กลัวเสียฟอร์ม" หรือไง ไม่ทราบ (เพราะเพื่อนเรายืนยันว่า ตัวเขาไม่ผิด ซึ่งเราก็คิดว่า สองคนนี้ไม่ผิดหรอก แต่ไอ้การเมืองนั่นแหละที่ผิด ก๊าก... จะทะเลาะกันทำซากไรวะ) ล่าสุดประมาณปลายเดือนเราถามเพื่อนเราว่าเป็นไง เพื่อนบอกว่ายังไม่ติดต่อมา แล้วก็ยังไม่ติดต่อไป (เออ เวรกรรม) เราคิดว่าต่างฝ่ายต่างกลัวเสียฟอร์มอ่ะ แต่คุ้มไหมเนี่ย เพราะเราเห็นเขารักกันดีอ่ะนะ (ขอบอกเลย ว่า เราเห็นพัฒนาการของคู่นี้มาเรื่อย ๆ พี่คนนี้เขาเอนเตอร์เทนดี ดูแลเพื่อนเราดีมาก แถมเฮฮากับเราด้วย ไปไหนมาไหนชวนกันไปตลอด -แม้เราจะไปไม่ได้ตลอดเลยก็ตาม กร๊าก พี่เขาก็ยังชวน มีบ้างที่ไปได้เพราะอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว- คือ เราจะโอเคมากเวลาที่เพื่อนเราคบใคร แล้วเราได้รู้จักด้วย มันดูจริงใจอ่ะ ไม่ทุเรศ เพราะเราเจอแบบทุเรศ ๆ มาแล้ว มันไม่อะไรมากหรอก แค่ไม่มีความจริงใจนัก อาจเพราะกลัวอะไรสักอย่าง ที่เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เจอมาจนชิน นาน ๆ ทีเห็นที่ดูจริงใจกัน ไหงออกมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ เฮ้อ...)
เราว่าจริง ๆ เรื่องแบบนี้จะน่ากลัวหรือเปล่า เราไม่ทราบ แล้วแต่คนมอง แต่เราว่ามันมีทางเลือก มันมีทางแก้ปัญหานะ สุดแท้แต่ว่าเขาจะเลือกที่จะแก้ปัญหาหรือหนีปัญหา หรือตัดปัญหา หรือปล่อยไปตามยะถากรรม แล้วแต่บุญแต่กรรม แต่เชื่อเถอะว่า มันมีทางแก้ไขจริง ๆ ต้องลองไปคิดกันดูเอาเองนะ ปัญหาใครปัญหามัน
แถมนิดนึง เราได้ถามเพื่อนเราว่า ถ้าหากพี่เขาหายไปเลย ไม่ติดต่อมาอีกเลย จะทำไง? เพื่อนเราบอกว่า "ก็ช่าง ก็เราไม่ผิดอ่ะ" เราก็เลยบอกเพื่อนว่า เออ!?
แล้วก็นึกถึงที่คุยกับเพื่อนป้าเอซัง (อยู่ในวงนั้นด้วยกัน เจอกันทุกคน แต่ตอนเพื่อนเราเล่า เพื่อนเอกลับไปแล้ว) เราคุยกันถึงเรื่องที่ว่า คนที่กลัวผิดหวังจากความรัก จึงไม่เคยรักใครทั้งใจ (เผื่อใจ ปันใจ แบ่งใจ ฯลฯ) เพื่อนเอซังเขาเป็นงั้นอ่ะนะ เราก็บอกเขาว่า "ไม่รู้สินะ พี่คิดไม่เหมือนแอม เพราะแอมไม่เคยกลัวหรอก เวลารักใคร ก็รักให้หมดใจไปเลย ไม่ต้องเก็บไม่ต้องกั๊ก รักใครแล้วก็คือรัก ไม่ต้องไปคิดหาทางเลือกสำรอง ถ้าเขาไม่ได้รักเรา สุดท้ายเลิกกัน ก็คือเลิก ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปตอแย ก็แค่คิดฮา ๆ ซะว่า "ถึงเวลาหารักใหม่แล้วเด้อ กร๊าก... - จริง ๆ มันคงไม่ตลก แต่ทำไงได้ เศร้าไปมันก็ไม่กลับมาแล้ว" เพราะยังไง ๆ เราก็ไม่ผิด (คือไม่ได้มองหาคนผิด/ไม่ผิด แต่จะบอกว่าอย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเขา เขาต่างหากที่เป็นคนเลือกแบบนี้เอง) อย่างน้อยเราทำดีที่สุดแล้ว เรารักเขาอย่างสมบูรณ์กับคำว่ารักในแบบของเราแล้ว ถ้าเขารู้ตัวว่าเขาไม่เหมาะกับสิ่งนี้ เขาจากไป ก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว เป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมของเราแล้ว ก็ปล่อยไปเถอะ อย่าไปเสียเวลา สิ่งที่ดีที่สุดคืออยู่เฉย ๆ แล้วมีชีวิตไปเรื่อย ๆ เพื่อมองหาคนที่เหมาะกับรักของเรา แค่นั้นแหละ ไม่ต้องหาไว้มาก ๆ หรอก เพราะส่วนใหญ่สุดท้ายจะพลาดหมด" (นี่ไม่(ใช่ว่าฝ่ายที่ผิดหวัง จะไม่มีทางเลือกนะ จริง ๆ มีทางเลือกมากมายเหมือนกัน ทางแรก ไปตื๊บมัน แต่แล้วไง มีอะไรดีขึ้นไหม มีแต่แย่ลง, ทางสอง อ้อนวอนให้มันกลับมา แล้วไง มันกลับไหมล่ะ (คนน่ะถ้าไม่ชัวร์แล้ว มันคงไม่พูดหรอก มันพูดเพราะมันชัวร์ว่าจะไปแล้ว ไม่ได้ลองใจ อย่ามัวเข้าข้างตัวเอง เพราะถ้าแค่ลองใจ เขาจะมีทางเลือกให้คุณมากกว่านี้ เช่น ปรับตัวใหม่ไหม ลองถอยหลังคนละก้าวไหม หรือไงก็ว่าไป ไม่ใช่ "เลิกกันเถอะ เธอดีเกินไป สูงเกินไป เอื้อมไม่ถึง เหนื่อยใจ อะไรก็ว่าไป"), ทางสามร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย เล่นบทนางเอกเจ้าน้ำตา ให้ตอแหลกว่านางร้าย เพื่อไร ดูละครมากไปป่าว, ทางสี่ ยอมเลิก แล้วทางใครทางมันให้มันงงซะงั้นว่า ไม่เสียดายเลยฤา ไม่เป็นไรเลยหรือ ที่ผ่านมาไม่มีค่าเลยฤา ทำให้มันอึ้งไปเลย แต่มันคงดีใจว่าจบง่ายดีว่ะ (เราว่าข้อนี้เป็นผลดีกับทุกฝ่ายนะ มันก็ได้ไป เราก็สบายใจว่าอย่างน้อยเราก็ได้ตามใจคนที่-เคย-รักเป็นครั้งสุดท้าย คนที่รักกันย่อมต้องการเห็นคนรักมีความสุขมิใช่เหรอ ถ้าอยู่ที่นี่คือทุกข์ก็คงไม่อยากให้อยู่หรอก ไปที่สุข ไปอยู่ที่ชอบที่ชอบเถอะ อโหสิกรรมให้ อาจเพราะเราเชื่อเรื่องกรรมด้วยมั๊ง แต่ก็นะ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบแทนคนที่ก่อแน่นอน ไม่วันใดก็วันนึง ดังนั้นก่อนจะทำอะไรก็ขอให้มันเป็นสิ่งที่มาจากก้นบึ้งของใจ+ความปรารถนาลึก ๆ ในใจ+ความจริงใจ+สำนึกดี อย่าทำเพราะอารมณ์หรือทำไปอย่างไร้สำนึกไร้สติสัมปชัญญะ ก็แล้วกัน -----เหมือนเทศน์เลยว่ะ สงสัยเราอ่านหนังสือธรรมะมากไปหน่อย)
อ่ะ ต่อประเด็นสุดท้ายเรื่องของความกลัว สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ไม่ต้องมองไกล ไฟไหม้ บ่อยจัง ปีวัวไฟหรืออย่างไร ยังไง ขอใหัระวังไฟกันด้วยนะคะ
ขอบอกว่าภัยต่าง ๆ น่ะ ถ้ามีการป้องกันที่ดี ก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ยังไงก็คืออย่าประมาทแล้วกัน
แถมอีกหน่อย มันเกี่ยวกับนี่แหละ ภัยจากโรคร้อน
มันลดได้ถ้าร่วมใจกันประหยัดการใช้พลังงาน ฯลฯ แต่เราจะพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ อีกเรื่อง ที่น่าจะทำกันได้ก็คือ
การปลูกต้นไม้ (จริง ๆ ไม่ใช่อะไร อยากเขียนเรื่องนี้อ่ะ แต่ไม่อยากเปิดเอนทรี่ใหม่ที่ไหน) เห็นช่อง ๓ พูดถึงการให้ต้นไม้เป็นของขวัญอ่ะ ชอบมาก ไมไม่ค่อยให้ต้นไม้กันบ้างเลย ถ้าใครอยากให้ของขวัญกับบ้านเรา เช่น ให้เรา หรือ ให้คุณป๋า (บอกเผื่อไว้ ไม่ให้ก็ไม่ได้บังคับไร ไม่ต้องหาอะไรมาให้ เพราะรกบ้าน ที่มีอยู่ในบ้านก็หาที่ทุ่มออกไปแทบไม่ไหวแล้ว เก็บครัวเสร็จแล้ว วันก่อนช่วยกันทำกับคุณป๋า กับเอซังที่แวะมาช่วยทำสิบวิ) ซื้อต้นไม้หรือเมล็ดพันธุ์มาให้ได้เลยนะ เราชอบ อย่าซื้อคุกกี้ ขนม นม เนย เราไม่ชอบ เบื่อมาก!!!
บางคนที่อยู่แฟลต อยู่ที่แคบ ๆ อาจคิดว่า "ฉันจะปลูกต้นไม้ได้ไงวะ ไม่มีพื้นที่"
มันก็จริงว่าการที่ไม่มีพื้นที่ เป็นอุปสรรคของการปลูกต้นไม้ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับปลูกไม่ได้ซะหน่อยนะ
หาปลูกต้นเล็ก ๆ พอสดชื่นไปวัน ๆ ก็ได้นี่
วันนี้เราจะมาแนะนำต้นนึง คุณประโยชน์ไม่ทราบ
แต่น่ารักดี และอยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องขยับขยายให้ปวดสมอง ไม่ต้องดูแลมากมาย รดน้ำวันละครั้ง ไม่ให้มันแห้งตาย แค่นี้เอง
ต้นนี้คือ โฮย่า พี่วินให้มันตั้งแต่ตอนเรารับปริญญา (พี่วินให้เรากับบูมคนละต้น เป็นของขวัญวันรับปริญญา)
เรารับปริญญาตรีตั้งแต่สิบสองธันวาปีห้าศูนย์ นี่ก็หนึ่งปีมาแล้ว
ต้นมันโตขึ้นมาบ้าง แต่ยังอยู่ในกระถางเดิมได้
ดูรูปแล้วกัน

ตอนที่ได้มา คือมีใบอยู่ไม่กี่ใบ ถึงแค่ใบนี้แหละ
สียังลบไม่หมดเลยอ่ะ เริดซะ ทนจริง ๆ (ใช้สีไรเขียนอ่ะ ใครรู้บ้าง)

มีใบเพิ่มขึ้น ลำต้นยาวขึ้น

แต่ยังอยู่ในกระถางเดิม

อยู่แบบนี้แหละ
มีอีกหลายรูป เป็นรูปที่บ้าน กดดูได้ ฮา ๆ ไปแล้ว
รวบโพสต์ได้ตั้งหลายเรื่องแหนะ คงไม่โพสต์อีกหลายวันเลย
ที่ผ่านมาสองวัน ไม่ได้โพสต์อะไร เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะโพสต์อะไร บวกขี้เกียจเปิดคอม ขี้เกียจเล่นเน็ต ก๊าก... ท่าจะบ้า
แต่ไม่โพสต์บ้างก็ได้ นาน ๆ เขียนทีแล้วรวบหลายเรื่อง น่าจะโอเคกว่า
ปล.
- เมื่อคืนต้องมาดูทีวีช่องเก้าที่วู้ดดี้สัมภาษณ์หมอลักษณ์ในเน็ต (เพราะทีวีเขาดูละครกัน) ก็ดีอ่ะ ใครที่ดวงที่ไม่ดี อย่าไปกลัว ทำแบบนี้แทนแล้วกัน
http://mysky.exteen.com/20080526/entry ตามภาคแรกอ่ะนะ เผื่อจะสบายใจขึ้น
- ทิ้งท้าย
ธรรมดาเวลาที่เรายังไม่เข้าใจ
อะไรอะไรก็ดูน่ากลัวไปหมดเลยทั้งนั้น
ถ้าคิดจะหนีอย่างนี้เรื่อยไปคงไม่ได้การ
หากเป็นอีกนานเธอจะต้องพ่ายแพ้มัน
ลองหยุดแล้วคิดให้ดี สิ่งนี้คืออะไร
มีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น
ศึกษาให้เข้าใจ หรือเธอจะไปถามใครก็ไม่ว่ากัน
และหลังจากนั้น เธอจะได้พบความจริง
อย่าไปกลัว สิ่งที่เธอฟังเขาพูดมา
มันอาจไม่จริงหรอกน้า... ถ้าเธอคิดดูใหม่
เมื่อตัวเธอ รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร
เธอจะยังกลัวมันอีกไหม ฮ้า - - - - - - - - -
ลองหยุดแล้วคิดให้ดี สิ่งนี้คืออะไร
มีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น
ศึกษาให้เข้าใจ หรือเธอจะไปถามใครก็ไม่ว่ากัน
และหลังจากนั้น เธอจะได้พบความจริง
อย่าไปกลัว สิ่งที่เธอฟังเขาพูดมา
มันอาจไม่จริงหรอกน้า... ถ้าเธอคิดดูใหม่
เมื่อตัวเธอ รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร
เธอจะยังกลัวมันอีกไหม
อย่าไปกลัว สิ่งที่เธอฟังเขาพูดมา
มันอาจไม่จริงหรอกน้า... ถ้าเธอคิดดูใหม่
เมื่อตัวเธอ รู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร
ไม่เห็นน่ากลัวเลยใช่ไหม
เมื่อรู้และเข้าใจ เรื่องราวของมัน
ไม่เห็นน่ากลัวเลยใช่ไหม
ถ้ารู้และเข้าใจ แล้วยอมรับมัน