login
Pranitee Ratanawijitr http://feeds2.feedburner.com/praniteeimeem
แปะไว้ก่อน
Posted in other on Dec 23, 2008 at 4:56 AM
Current Mood: sad

free hit counters


http://www.youtube.com/watch?v=X1NUHrYLsws
http://www.thailyrics.com/lyric/english/lyric.asp?id=1012
http://www.siamzone.com/music/lyric/index.php?mode=view&artist=Live%20On%20Release&song=I%27m%20Afraid%20Of%20Britney%20Spears

เราอยากแปล เพราะเราจะเล่าไปถึงว่า กล้วอะไรกันบ้าง?

แต่ไม่มีอารมณ์เล่าว่ะ

ถ้าสภาพจิตใจเราดีขึ้น เราคงมาเล่าก่อนสิ้นปี
ตอนนี้สภาพจิตใจเราแย่มาก

ใส่ไว้ตรงนี้หน่อยแล้วกันว่า (ถ้ามีโอกาส จะสรุปอีกที)
๑. ถ้าคนใกล้ชิด พูดอะไร แต่คุณกลับไม่ยอมเชื่อ รั้นตะแบง ประชดประชัน ขอให้รู้ว่า ลำบาก ลำบากจริง ๆ เราเคยเห็นและเคยเป็น ที่ว่าพอคนที่ใกล้ชิดพูดอะไร หรือบอกอะไร ไม่ค่อยเชื่อ แต่เราก็ไม่เชื่อใครทั้งสิ้น ถ้ามันไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ (คือคิดก่อนเชื่อ ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด) คือไม่เหมือนเด็กประถมที่เชื่อครูมากกว่าพ่อแม่ ไม่เหมือนคนป่วยที่เชื่อหมอมากกว่าญาติ ในคำพูดเดียวกัน ถ้าญาติพูด พูดกันให้ตายก็ไม่เชื่อ แต่พอหมอพูด กลับเชื่อ แถมหาว่าญาติไม่ได้พูดแบบนั้น มันบั่นทอน บั่นทอนมาก ๆ คือ อยากฝากไว้อ่ะนะ ใครนิสัยแบบนี้ ช่วยลด ๆ บ้าง เพราะคนใกล้ ๆ มันก็เหนื่อยใจเป็น อยากบอกว่านิสัยรั้นเนี่ย เราเป็นนะ แต่มันเพราะเราไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร มาถึงวันนี้เราบอกตรง ๆ ถ้าย้อนเวลาได้ เราจะไม่รั้นตะแบงเลย เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ และคงบาปมาก ๆ (จริง ๆ มันขึ้นอยู่กับเหตุและผลของเรื่องที่รั้น อย่าให้มันกลายเป็นว่า "มากเกินไป" หมายถึงทุกปัจจัย)
๒. คนไข้ ที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ตอนนอน ถ้าเกิดปวดฉี่ หรืออยากจะลุกไปไหน จะเอาอะไร เรียกญาติที่นอนข้าง ๆ ดิ อย่าอวดดีลุกไปเอง เพราะ ล้มขึ้นมา คนนอนเฝ้ากลับโดนด่า ถามจริง มันความผิดของคนนอนเฝ้าหรือเปล่า? แล้วล้มหัวแตกไปใครจะรับผิดชอบ คุ้มไหม กับแค่ความอยากอวดดี (คือ ไม่รู้จะแทนด้วยคำว่าอะไร คำนี้มันแรง แต่มันก็ชัด เพราะคนไข้ มักเข้าใจว่าถ้าทำว่าหาย คนจะสบายใจ ทั้งที่ไม่ใช่ บางครั้งดูด้วยตา ก็รู้ว่าหายหรือยังไม่หาย ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก) อยากให้สงสารคนเฝ้า จริง ๆ ที่มาเล่าเพราะเจอเองด้วย และก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนเล่า เพราะจริง ๆ น่าจะเป็นกันเกือบทุกคน พอคนไข้คนไหนดื้อมาก ๆ ญาติที่เฝ้าจะน่าสมเพชเวทนามาก เพราะความที่เป็นห่วงคนไข้ บวก ไม่อยากโดนว่า ว่าไม่รับผิดชอบหน้าที่ จึงต้องถ่างตา เรียกว่าไม่ได้นอนกันเลย ซึ่งถ้าไม่ต้องทำงานอะไร มันก็ไม่ลำบากไง แต่นี่ขอพูดจากส่วนตัวนะ คือ ถ้าต้องทำงานบ้าน ทั้งกลางวันก็ไม่ได้หยุดพักแล้วกลางคืนยังไม่ได้นอนอีก แถมยังต้องหนักใจ กับพฤติกรรมเอาแต่ใจมาก ๆ (ที่อาจเป็นเพราะความเครียดจากการเจ็บป่วย) มันทำให้ญาติที่ไม่ป่วย กลายเป็นป่วยได้

น่าเสียดายที่กรณีนี้ คนที่อ่านและปฏิบัติตัวตามหลัก โพชชงค์ คือ ญาติของคนป่วย ไม่ใช่คนป่วย
click to comment

ได้แต่นึกถึงท่อนนี้ ของเพลงนึง "จะให้ฉันทำอย่างไร...?"

ถ้าเราอวยพรและสมปรารถนาได้ เราขออวยพรให้ทุกท่าน "ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนนะคะ" จงรักษาสุขภาพ เพราะอยากจะย้ำว่า คนที่ไม่เจอแบบนี้ ไม่มีวันเข้าใจ ก่อนนี้เราเห็นคนอื่นเจ็บป่วย เราก็ไม่เคยไปรู้สึกอะไร เห็นญาติเขาเครียดจะเป็นจะตาย เราก็คิดว่า "ทำไมเขาทนไม่ได้วะ แค่นี้เอง สงสัยเขาไม่มีความอดทน" จนมาเจอเองกับตัว ขอบอกว่า "มันหนักหนาสาหัสมาก" มากจนคิดว่า ถ้าเลือกได้ ขอเลือกที่จะดูแลตัวเอง (และคนใกล้ชิด หรือบอกต่อ ๆ ไป) ให้รักษาสุขภาพให้ดี ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วยดีกว่า ไม่ขอรวย ไม่ขอสวยหล่อ ไม่ขอโชคดี ไม่ขอฉลาด ขอแค่สุขภาพดี มีกินไปวัน ๆ พอเหลือแบ่งปันให้เพื่อนมนุษย์บ้าง ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ไอ้รวย เก่ง น่ะ ไม่มีค่าเลย ไม่มีค่าเลยจริง ๆ


Comments1)

Dec 23rd, 10:35am
Subject: วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง (ส่งต่อได้กุศล)
Date: Tue, 19 Aug 2008 10:09:10 -0800



วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง (ส่งต่อได้กุศล)
พ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช เจ้าของรวมเกษตรฟาร์ม มาบรรยายวิธีรักษามะเร็งเมื่อเดือนที่แล้ว
ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆฟัง ดังนี้

พ่อ เลี้ยงวรรณฯ อายุ 60 ปี เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่กระดูกสันหลัง คุณหมอทั้งไทยและเยอรมัน ไม่รับรองว่า จะรักษาหาย จึงไปทำการรักษาที่เกาหลีเหนือ เป็นเวลา 1 เดือน ก็หายจากโรค กลับมาเมืองไทย จึงตั้งเป็นมูลนิธิวรรณ รับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ฟรี! ปัจจุบันมีผู้รับการรักษา 2000 กว่าคน ณ อ.แม่สอด ห่างจาก จว.ตาก 100 กม.
วิธีการรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้
1. จิตใจ ต้องสู้
2. อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
2.1 ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง , ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี , และลูกเดือย
นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า
2.2 ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ , มันฝรั่ง , หรือมันเทศ , กล้วยน้ำว้าสุก ( 8
ลูก/วัน) , ฟักทอง , ข้าวโพดหวาน , ยอดแค , ถั่วพู (2 ชนิดนี้ห้ามขาด) , บลอคโคลี่
หรือกะหล่ำ ดอก , ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10
ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหาร
ทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช
3. อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน
เตรียมน้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็ง แล้วอาบร้อนจัด
และเย็นจัด เท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่
อย่างแข็งขัน
4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/วัน ง่ายไหมครับ

ถ้าเพื่อนสนใจ สามารถเขียนจดหมายติดต่อ ขอรับธัญพืชปลอดสารพิษจากไร่ อ.แม่สอด ตาม
สถานที่ข้างล่างนี้

“ มูลนิธิวรรณ ” เลขที่ 3/681 ประชานิเวศน์ ถ.เทศบาลนิมิตเหนือ ลาดยาว จตุจักร กทม.
- เบอร์โทรศัพท์มือถือ พ่อเลี้ยงวรรณ 02 1580658 / 086-7886222

ที่มา http://www.liverpoolthailand.com/forum/index.php?showtopic=1411

RssFeed

Blogroll

Rate this thread:
Average Rating:
Not rated
Report Post as Objectionable