login
shangwhaimeem VIP - Click to find out more 私はあなたを愛し、常に愛れます。
อีืกหน่อยเราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก เกตุเสพย์สวัสดิ์

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์
อุแม่เจ้า......... แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข
*ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
*เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
*หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!
อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่
เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......
คำนวณเองบ้างซิว้อยย.....
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา ( ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้
เราจะทำยังไงกับมันดี .....
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อนั่งเอา
หัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอม

ให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงินเดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้ง ๆ
ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม ' ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ
ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว .... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ ) ตายแล้ว
ใช้เวลา ( ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล

....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบ แยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ ทำ
เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่
โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา


วันนี้ เรียนรู้ว่า
สิ่งที่เราเป็นนั่นแหละ ที่ดึงดูดสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับเรา

ต้องพยายามเท่าไหร่
คนเราถึงจะมีชีวิตโดยปราศจากความรู้สึกรู้สา

อีกเท่าไหร่
ถึงเย็นชาให้กับอะไรๆ ได้เหมือนคนไม่เคยมีจิตใจมาก่อน
จริงๆ แล้วคนเราต้อง พยายาม เป็นแบบนั้น...มั้ยนะ???

ชีวิตค่อยๆ สอนให้รู้จัก "ปล่อย" และ "วาง"
สอนให้รู้ว่า
ตราบเท่าที่ยังบังคับจิตใจตัวเองให้ร่าเริงลั้นลาตลอดเวลาไม่ได้
ก็อย่าได้หวัง อย่าไปอยากให้ใครเค้ามีจิตใจแบบที่เราอยากให้เป็น

ชีวิตสอนให้รู้ว่า...
จิตใจที่เปราะบาง อ่อนแอ และเหนี่ยวรั้งอะไรอยู่ตลอดเวลา
ไม่เคยมีความสุข

คนเราก็เหมือนนก
อยากมีชีิวิต และโบยบินเป็นอิสระ
อย่าได้เอาเท้าไปผูกไว้ักับปลายเชือกของใคร
มันบินได้...
แต่ไปได้ไกล แค่ความยาวของเชือกที่ผูกตัวเองไว้
เท่านั้นเอง...

ชีิวิตยังบอกอีกว่า...
เมื่อคนเราไม่ยึดถึอว่าอะไรเป็นของเรา
เราก็จะไม่มีวันสูญเสียอะไร
ถ้าไม่เคยมีตั้งแต่แรก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะสูญเสีย

เหมือนกันกับ คนไม่มีรถ...ย่อมไม่เคยกลัวรถหาย!!!

ชีวิตค่อยๆ บอกว่า...
เมื่อไหร่ที่เรามัวไปหลง ไปยึดอยู่กับอะไร
ชีวิตมักจะสะเปะสะปะไปมา ควบคุมทิศทางเองไม่ได้
และจริงๆ แล้วชีวิตก็บอกว่า
ถึงแม้เราเข้าใจทุกอย่างที่ว่ามา...
.
.
ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะทำได้





น้ำหนักของความรัก
จะมีมากกว่าเวลาที่คบกัน
ถ้าเรารีบเขียนความดีของเขา
ทั้งที่ยังไม่เห็นความดีที่แท้จริง
เมื่อรักไปไม่รอดเราจึงบาดเจ็บมาก
เพราะต้องแบกน้ำหนักความรัก
มากกว่าน้ำหนักความดีที่เขามีอยู่

หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมเวลาเพียงนิดเดียว
ทำให้เรารักใครบางคนได้มากมาย ทั้งที่ยังคบกันได้ไม่นาน
ความผูกพัน ความเข้าใจมีเพียงน้อยนิด

แต่ความรักกลับอัดแน่นเต็มหัวใจ
ทั้งที่เวลาของความรัก เวลาที่ได้รู้จักกัน น้อยกว่ากระพริบตาเสียอีก
พอความรักเริ่มต้นเราจะมองข้ามทุกสิ่ง เพื่อหาเหตุผลที่จะรัก
และเร่งรีบเก็บเกี่ยวความสุข
รีบเขียนความดีที่เพื่อจะได้มีเหตุผลมารักเขา
โดยยังไม่ทันเห็นความจริง ที่คิดว่าเขาดีนั้น แท้จริงแล้วดีแค่ไหน
และถ้าคำนวณออกมาเป็นน้ำหนักของความรักแล้ว

ควรรักเขาเท่าไรดี
“ความหลงทำให้เราเขียนความดีของคนรัก
เกินกว่าน้ำหนักของความดีที่เขามีอยู่จริง”
เพราะรีบเขียนความดีเร็วเกินไป

เพื่อให้ความรักได้มีพื้นที่เติบโต ความดีที่แท้จริงของเขา
กับน้ำหนักความรักที่เราแบกอยู่จึงไม่สมดุลกัน
และการเลิกราในวันที่ความรักยังอัดแน่นนี่เอง
ทำให้เราบาดเจ็บมากกว่าที่ควรจะเป็น


มุมดีดี
ก่อนจะรักเขาหมดใจ ลองใช้เวลาเป็นตัวตั้ง
หารด้วยการกระทำที่บ่งบอกถึงความดี
แล้วเราจะได้พบคำตอบ
...ว่าควรรักเขาเท่าไรดี...

..........


ความรักของเราแต่ละคนอาจเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญ

มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกันตอนไปงานเลี้ยง งานวันเกิดเพื่อน

ทำงานที่เดียวกัน หรือรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่ยังเด็ก ฯลฯ

ไม่ว่าเราจะพบเจอกันด้วยเหตุการณ์แบบไหน

การเริ่มต้นของความรักก็มักเริ่มจากความสุขและความงดงามเสมอ

มีความทรงจำและความประทับใจในกันและกันจนต้องสานสัมพันธ์ต่อ

ทำความรู้จักตั้งแต่ผิวเผินจนมาเป็นคนรักกันในที่สุด

แต่ใครจะไปรู้ว่าความรักครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นเช่นไร สุดท้ายก็มีแต่ความเศร้าอยู่ดี

แม้เราจะพยายามทำใจให้ยอมรับกับความไม่แน่นอนบ้างแล้วส่วนหนึ่ง

แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ก็ไม่มีใครห้ามน้ำตาไม่ให้มันไหลได้เลยสักคน

ความรักนั้นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะให้ความสำคัญกับมันมากเป็นพิเศษ

และพยายามสืบเสาะหาใครคนนั้นที่จะมาเป็นคู่ชีวิต

เพื่อที่จะมาร่วมสร้างความสุข เสียงหัวเราะ มอบรอยยิ้ม

มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน สร้างอนาคตที่สดใส

ใช้วันคืนและแบ่งปันความสุขความทุกข์ที่มีร่วมกัน

เมื่อถึงวันนั้นเราจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันอยู่กับเราไปนานๆ

แต่ความรักมันก็เหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่เราได้แต่ทำให้ดีที่สุดเท่านั้น

รักกันให้ดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ พูดแต่สิ่งดีๆ มอบแต่สิ่งดีๆ ให้คนที่เรารัก

แต่มันจะลงเอยอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่อาจกำหนดผลได้

จะสมหวังหรือผิดหวังก็เป็นเพียงสิ่งที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง

เราคงไม่อาจไปทัดทานอะไรได้

หากเขาเป็นคนที่ใช่...สุดท้ายมันก็คือใช่

แต่หากเขาไม่ใช่...จะยื้ออย่างไรก็คงอยู่กับเราได้ไม่นานนัก

กับคำถามที่ว่าความรักมักเริ่มต้นด้วยความสุข และจุดจบจะต้องเศร้า

จึงไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป…


ถ้าจะรัก . . . ต้องยอมโยนเปลือกข้างนอกของเราออกไป
ต้องไม่ปลอมตัว ต้องไม่ใส่หน้ากาก

จริงๆ ไม่ต้องสวยงามมาก
แต่ต้องมีตัวตนแท้ๆ ของเราฉายอยู่อย่างจริงใจ
ในทางกลับกัน . . . อย่าคาดหวังที่จะได้เจอคนที่สวยงามเกินจริง
เพราะโลกใบนี้ไม่มีให้หาอยู่แล้ว

แม้แต่กระดาษแผ่นเดียว ยังมีสองด้าน
แม้แต่มือของเรา ยังมีหน้าหลัง
แม้แต่หัวใจ ยังมีสี่ห้อง
แม้แต่ดวงตา ยังมีสองข้าง
แม้แต่หูของเรา ยังมีสองข้าง

เมื่อโลกนี้ มีสรรพสิ่งมากกว่าหนึ่งด้าน
เหมือนจะเตือนเราอยู่ในที ให้มองสรรพสิ่งอย่างชั่งใจ
ไตร่ตรองและมองทุกมุมที่มี
ดังนั้นความรักก็มีหลักคิดหลักเข้าใจเหมือนกัน

นานเท่าไร . . .
เรื่องของความรักก็เป็นเรื่องซ้ำๆ ไม่เคยเปลี่ยน
ผ่านมากี่ชั่วอายุคนก็ยังมีน้ำตาให้เห็น . . . มีเสียงหัวเราะให้เชยชม
มีรักสามเส้า สี่เส้า เป็นเรื่องธรรมดา

เธอต้องถอยหลังออกมา และมองสรรพสิ่งด้วยความเข้าใจ
มองไม่ต้องทุกด้านที่มีก็ได้
แต่มองมากกว่าด้านเดียว ที่เธออยากจะมองด้วย
มองเรื่องที่เธอไม่อยากจะเจอ ไม่อยากจะพบด้วย

เธอไม่จำเป็นต้องเจอสิ่งดีดีในชีวิตเสมอ
แต่ถ้าเธอเข้าใจสิ่งร้ายๆ ที่ผ่านมาในชีวิตบ้าง มีสติ ก็พอแล้ว
เมื่อยอมรับใครบางคน ในตัวตนและสิ่งที่เขาเป็น
คุณจะประหลาดใจ เมื่อเขาดีกว่าที่คุณคาดหวังไว้มาก

ถ้าคุณรักก็ต้องยอมรับ ทั้งข้อดีและข้อเสียของเขาได้
คุณจะได้รับรู้ว่าคนๆ หนึ่งมีความหมายกับคุณมากเพียงไร
ก็เมื่อคุณตื่นขึ้นและพบว่า คุณได้สูญเสียใครคนนั้น
ที่คุณเคยคิดว่า . . . ไม่มีความหมายกับคุณเลย ไปเสียแล้ว

สำหรับสิ่งที่คุณอาจจะคิดหลบหนี แต่หัวใจคุณเก็บมันไว้ตลอดเวลา
การปล่อยมันไปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะเหนี่ยวรั้งไว้ก็ยากเย็น
ความเข้มแข็งไม่ได้วัดที่ว่า สามารถเหนี่ยวรั้งมันไว้
แต่อยู่ที่สามารถปล่อยมันไปต่างหาก

ผู้ชายพร้อมที่จะเสียสละความรัก เพื่อจะได้ปกครองโลก
แต่ผู้หญิงพร้อมที่จะตัดใจจากโลก . . . เพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่มีค่าพอให้เสียสละ
มันปวดใจเมื่อได้เห็นคนที่คุณรัก มีความสุขอยู่กับคนอื่น
แต่มันจะเจ็บปวดกว่า ที่ได้รู้ว่าเขาไม่มีความสุขเลยเมื่ออยู่กับคุณ

ความรัก ไม่จำเป็นต้องตามหา ถึงเวลามันก็มาเอง
ถ้ายิ่งตามก็ยิ่งหาไม่เจอ
ถ้าหากคุณกระหายอยากจะเจอ คุณก็อาจกลายเป็นคนที่มีคุณค่าลดลง
และถ้าหากวันที่ตัวจริง ซึ่งเป็นคนที่ใช่ ของคุณปรากฎแล้ว

คุณอาจเสียเขาไป เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าที่ควรจะมีจากคุณ
เพราะคุณได้แจกให้คนใครต่อใครหลายคน จนแทบจะไม่มีแล้ว . . .



blog post Leaps Of Faith
Posted in หนึ่งความรู้สึก on Mar 17, 2009 at 10:17 AM
I stand at the edge of the light

looking out into the darkness unknown

do I jump? do I fly? Will I die?

trusting in my strength

my mind controls my body
all I have to do is trust myself
have a little faith
I've truted so many before
had so much faith in thern

and look how hard fell

standing at the edge of forever

I take my leapfaith

and fly


หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า...
"ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้ คงไม่ทำหรอก"
แน่นอนว่าหากได้ยินคำนี้
นั่นก็หมายถึงเรื่องผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว
และอยากที่จะแก้ไขมัน...

"หากชั้นไม่รักเค้า ไม่เจอเค้าเรื่องราวก็คงไม่เป็นอย่างนี้"
นี่ก็เป็นอีกคำพูดหนึ่ง...ที่เรามักจะได้ยินกัน
ชั้นเองก็อยู่ในสถานะที่จะเอ่ยคำทั้ง 2 คำนี้ได้
แต่ชั้นจะไม่เอ่ยคำเหล่านี้หรอก....
เพราะ....ชั้นไม่คิดว่าเรื่องที่ชั้นได้ทำไปแล้วนั้นเป็นเรื่องผิดพลาด
ความรักของชั้น..... ไม่ได้ผิดพลาด
แม้ว่า....ชั้นจะไม่ได้ความรักตอบกลับมาก็ตาม

แม้หมุนเวลาย้อนกลับไปได้...
ชั้นเองก็ยังจะเลือกที่จะเดินในทางเส้นเดิม
เพราะการกล้าที่จะรักใครซักคน
ชั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่
สำหรับชีวิตเล็ก ๆ ของชั้น
และยังเป็นบทเรียนที่สอนให้ชั้นได้รู้ว่า
ความรัก...ไม่ได้สวยสดงดงามตลอดเวลา
มันย่อมมีเวลาที่ขมขื่น และเจ็บปวดใจเช่นกัน

แม้ว่า...จะต้องเจอกับความเจ็บปวด
แต่มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ชั้นได้รู้ว่า...
ถึงเราจะเจ็บปวด...และบอบช้ำสักแค่ไหน
เราก็ยังคง...ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

การตัดสินใจที่จะรักใครสักคนเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะนั่นหมายความว่า
เราได้เริ่มที่จะก้าวเดิน เพื่อค้นหาแล้วก็เรียนรู้
ในสิ่งที่เรียกกันว่า...ความรัก

ในตอนนี้ ชั้นสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า
ชั้นภูมิใจ ที่ได้รักเค้า....ผู้ชายคนนั้น
แม้ว่าเค้าจะไม่ได้สูงส่งเหนือใคร...
แต่...เค้าก็เป็นคนที่สอนสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับชั้น
นั่นคือ...สอนให้ชั้นรู้จักที่จะรักคนอื่น

สอนให้ชั้นรู้ว่า
การรักใครซักคนนั้น ไม่ใช่เพราะเค้าเป็นใครหรืออะไรเพียงอย่างเดียว
หากแต่ต้องยอมรับ และรักทั้งหมดที่ประกอบขึ้นมาเป็น...

เค้าอาจจะหมายถึง....จิตวิญญาณของเค้าก็เป็นได้

ชั้นเคยบอกกับเค้าว่า...
ไม่ว่าเค้าจะเป็นยังไง ความรักของชั้นก็จะไม่เปลี่ยนไป
ไม่ว่าจะเป็น ขโมย ฆาตกร เป็นเพศเดียวกัน
หรือเป็นพวกที่ชอบเพศเดียวกัน ชั้นก็จะไม่มีวันเปลี่ยนไป
และแม้แต่...เค้าจะไม่ได้รักชั้น
และมีหัวใจรักเพื่อคนอื่น....ก็ตามที

ในชีวิตของชั้น นี่เป็นเรื่องนี้เท่านั้น
ที่ชั้นไม่คิดว่าชั้นทำผิดพลาด
ไม่ว่าใครจะพูดว่าอย่างไรก็ตาม

การที่เราได้รักใครสักคน....จากทั้งหมดของหัวใจ
เป็นเรื่องที่น่าดีใจและภูมิใจ...ฤามิใช่
แล้วใครเลยจะรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ดีไปกว่า...ผู้ที่กำลังมีความรัก
อย่าได้คิดว่าความผิดหวังจากความรัก...เป็นเรื่องผิดพลาด
นั่นเป็นเรื่องที่ดีต่างหาก..

เพื่อที่เราจะได้เติบโต...
และค้นหาความรักแบบอื่น ๆ
ที่เหมาะสมกับเราต่อไป...


ชีวิตที่มีขอบเขตมากเกินไป..
อาจทำให้เราดูแลรักษาได้ยากขึ้น..
บางครั้งอาจทำให้เรา..ไม่มีที่ว่างพอ..
สำหรับวางสิ่งของที่จำเป็นที่สุดในชีวิตก็ได้..

พื้นที่ของชีวิต..
ที่เต็มไปด้วยสิ่งของที่ไร้ค่า..ไม่มีประโยชน์..
เหมือนกับเศษขยะทางอารมณ์และความรู้สึกที่ร้าย ๆ..
ที่เราชอบเก็บสะสมจนล้นห้องหัวใจ..
ย่อมไม่มีคุณค่าต่อชีวิตของเรา..

หากพื้นที่..ทุกตารางนิ้วในหัวใจเรา..
เต็มไปด้วยขยะอารมณ์..ขยะความคิดร้าย ๆ..เหล่านั้น..
ซึ่งจะทำให้พื้นที่ห้องหัวใจของเรา..ดูเกะกะ..รก..รุงรัง..ไม่น่าดู..

พื้นที่ของชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน..
หากเราไม่จัดเก็บให้สะอาด..เรียบร้อย..
ไม่มีพื้นที่ว่าง ๆ สำหรับพักใจบ้าง..
ก็จะทำให้ชีวิตของเรา..ดูสับสน..วุ่นวาย..

เรามาช่วยกันจัดเก็บพื้นที่ของชีวิต..
ให้เป็นระเบียบ..
เพื่อจะได้มีพื้นที่ว่าง ๆ ไว้..
สำหรับเก็บอารมณ์และความรู้สึกที่สงบ..
ที่เราเรียกว่า..ให้สติมากขึ้น..
เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องหัวใจ..จะได้ที่เก็บแต่สิ่งดี ๆ...
เป็นพื้นที่ว่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขสงบภายใน..นั่นเอง..

จงจัดระเบียบอารมณ์..
เพื่อเพิ่มความรู้สึกนึกคิดที่ดีงาม..
ลงในพื้นที่ว่าง ๆ เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ..

เมื่อจิตใจสงบ..
พื้นที่ในห้องหัวใจของเรา..
ก็จะขยับขยายออกไป..
เพื่อเพิ่มที่ว่าง ๆ ไว้..ให้เราวางชีวิตได้ง่ายขึ้น..

หากจิตใจไม่สงบ..
พื้นที่ในห้องหัวใจของเรา..
ก็จะแคบ..รกรุงรัง..ไม่เป็นระเบียบ..
นั่นจะเป็นการเพิ่มขยะความคิด..ขยะอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย..
ลงในพื้นที่จิตใจของเรา..


ฉันไม่เชื่อในความรัก . . . คงเพราะฉันไม่เคยได้สัมผัส
โลกสอนให้เราเรียนรู้ว่า . .อย่าเชื่อในสิ่งที่เรายังไม่เห็น
ยังไม่เคยได้สัมผัส สิ่งที่ฉันพบเจอกับตัวเอง
และเห็นจากคนอื่น . . . ทำไมทุกคนเจ็บปวด?

อย่าหลอกตัวเองว่า . . . ไม่จริง
ที่สุขก็เป็นการคิดเอาเองว่าตัวเองมีความสุข
ลองนึกดูสิว่า . . . อีกฝ่ายหนึ่งเค้าสุขกับเราด้วยหรือเปล่า?
รัก คือ การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
จริงหรือที่ไม่หวังอะไรเลย

ถ้างั้น . คุณเสียใจทำไม เวลาที่เค้าไม่มาหา
เพราะคุณหวังว่า . . . เค้าจะมา
คุณเสียใจทำไม เวลาที่เค้าห่างเหิน
เพราะคุณหวังว่า . . . เค้าจะเอาใจใส่

คุณเสียใจทำไม เวลาที่เค้ามีคนใหม่
เพราะคุณหวังว่า . . . เค้าจะเป็นของคุณคนเดียว
คุณเสียใจทำไม เวลาที่เค้าไม่รัก
เพราะคุณหวังว่า . . . เค้าจะรัก

สิ่งหล่านี้ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่คุณหวัง แต่ไม่ได้มาหรอกหรือ
มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้เค้ามาดูแลเอาใจใส่
มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้เค้ามีแต่คุณคนเดียว
มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้เค้ารักคุณบ้างเลยสักนิด

คำเหล่านี้เป็นกำแพงที่เราสร้างขึ้น
เพื่อยับยั้งความต้องการของเราเอง
การยับยั้งความต้องการมันทรมานนะ
คุณไม่รู้สึกเหรอ...........................
มันเป็นความทรมานจากการห้ามความรู้สึกตัวเอง
หลอกตัวเองว่าอย่ารักมากไปกว่านี้เลย
ทั้งๆ ที่ความจริงก็รักไปแล้วหมดหัวใจ

รักและคิดถึง เมื่อรักแล้วก็ต้องคิดถึง
เวลาที่คิดถึง คุณมีความสุขหรือเปล่า
ความคิดถึง กับความโหยหา ต่างกันตรงไหน?
เวลาที่ฉันคิดถึงใคร ฉันแอบคิดเสมอว่า . . .
เค้าจะคิดถึงฉันอยู่บ้างไหม หรือคุณไม่เคยคิด

ดีใจด้วยกับคนที่มีความสุขกับรักที่แท้จริง
และขอให้ความรักนั้นอยู่กับคุณตลอดไป
ฉันก็ยังแอบหวังว่า มันจะยังมีอยู่จริงในโลกใบนี้

ตอนนี้ฉันอาจจะมองโลกแคบ
ฉันอาจจะมองโลกเพียงด้านเดียว
หลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดของฉัน
ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็คงไม่แปลกที่ฉันคิดแบบนี้
อย่างที่บอก ฉันไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันยังไม่ได้สัมผัส

"ความรัก" เหมือนกาแฟ ขมแต่ก็อร่อย
"ความรัก" เหมือนกุหลาบ สวยงามแต่ทำร้าย
"ความรัก" เหมือนสายลม พัดมาเย็นสบาย แล้วก็จากไป
"ความรัก" เหมือนเปลวเทียน สว่างไสว ร้อนแรงสุดท้ายก็ดับลง
.........คุณว่าจริงไหม?


ไม่มีอากาศ . . . ก็ไม่มีลมหายใจ
ไม่มีความรัก ยังหายใจได้ เหมือนทุกวัน

อากาศไม่ต้องเสาะแสวงหา
แต่ความรักจะได้มาต้องบากบั่น
อากาศได้มาง่ายๆ และมีอยู่มากมายร้อยพัน
ส่วนความรัก แม้เพียงฝัน . . . ก็สุขใจ

อากาศแทบไม่มีน้ำหนัก
ส่วนความรัก ใครก็เห็นว่ายิ่งใหญ่
อากาศ ไม่เคยสร้างความเสียใจ
หากความรัก ทำให้ต้องร้องไห้ มีน้ำตา

อากาศ ทำให้ทุกชีวิตดำรงอยู่
และความรัก ทำให้ลมหายใจทุกอณูมีคุณค่า
อากาศมองเห็นได้ยากด้วยสายตา

ส่วนความรัก เห็นด้วยตารู้ด้วยใมีอากาศโลกก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่
มีความรักโลกจะกลายเป็นสีชมพูหวานไหว
สำหรับอากาศ เข้า-ออกตามลมหายใจ
แต่ความรักหากมีไว้ . . . ก็ไม่อยากสูญเสียไปสักนิดเดียว

ดูแลรักษาอากาศว่าลำบาก
ดูแลความรัก ยิ่งยุ่งยาก หากไม่ชอบแลเหลียว
อากาศมากเท่าไหร่ . . . ก็ไม่กลมเกลียว
ความรักแม้บางเบาก็แน่นเหนียว . . .และผูกพัน

ส่วนประกอบของอากาศสามารถบรรยาย
แต่ความรักไม่อาจอธิบายด้วยคำสั้นๆ
อากาศ อาจดี - แย่ แต่ละวัน
ส่วนความรักนั้น จะยังคงอบอุ่นกรุ่นหัวใจ

"ความรัก" กับ "อากาศ"
หากถามว่าเลือกที่จะขาดสิ่งไหน
แม้อากาศจำเป็นสักเพียงใด
ในโลกที่ความรักสิ้นไร้ . .ก็ไม่อาจทนอยู่ได้ เช่นกัน.


1 2 3 4 5 6 7 Next

RssFeed