บทที่ 9
“กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง”
เสียงนาฬิกาปลุกตีห้าครึ่ง อนุภาพรีบลุกจากที่นอน เดินออกไปเคาะประตูห้องนอนแขกที่สมบัตินอนหลับอยู่
เสียงงัวเงียตอบรับพร้อมกับการต่อรองขอหลับต่ออีกนิด อนุภาพยืนกรานว่าต้องรีบไปทำงานแต่เช้า “ต้องเอาเอกสารด่วนให้ฮ่องเต้” ชายหนุ่มยกตฤณขึ้นมาอ้าง
ความจริงแล้ว อนุภาพต้องรีบออกไปก่อนที่สารถีที่รับผิดชอบต่อคำสัญญาคนนั้นจะมาถึง ต้องรีบออกเพราะกลัวว่าสมบัติจะรู้และเห็นว่ามีใครมารอรับเขาไปส่งที่ทำงาน
เมื่อคืนสมบัติไม่กลับบ้านเพราะอยู่ไกลจากผับ “ไอไม่ไหวแล้ว ง่วงชิบหาย ต่อให้ผู้ชายมากวักมือเรียกไอก็จะนอน” เมื่อคืนอนุภาพขอตัวกลับก่อน แสงไฟวูบวายในผับ Route 79 ทำให้เขาปวดหัว
ชายหนุ่มกลับมานั่งทำงานต่อที่บ้าน...แทบทุกคืนที่ผ่านมาเขาหอบงานมาทำที่บ้านจนดึก
สมบัติมาพักค้างคืนที่คอนโดของอนุภาพบ่อยๆ ชายหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยเมื่อเพื่อนรุ่นพี่โทรมาบอกว่ากลับบ้านไม่ไหว ขอแวะนอนด้วย อนุภาพกลัวว่าตื่นเช้าไปทำงานจะพบอธิคมรออยู่ที่หน้าอาคารที่พัก...ถ้าสมบัติรู้มีหวังถูกล้อไม่จบสิ้น
“จะรีบไปไหนว่ะ นี่แค่หกโมงสี่สิบห้าเอง ชาวบ้านเขายังไม่ตื่นกันเลย” สมบัติบ่นเสียงงอแง หน้าตายังยับยู่ยี่ อนุภาพรีบดันหลังให้ออกจากลิฟท์
“ผมมีเรื่องด่วนต้องทำให้คุณตฤณ” อนุภาพยกตฤณขึ้นมาอ้าง ซึ่งรอดตัวได้เสมอ
“ยังง่วงอยู่เลย” คนขี้เซาอุทธรณ์ “คุณตฤณนี่บาปกรรม คนจะนอน ยังตามมาหลอกมาหลอน”
“ค่อยไปนอนบนรถนะพี่บั๊ด” อนุภาพรีบเดินไปที่ลานจอดรถ ตรงลิ่วไปที่ประตูรั้ว หันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง เมื่อพ้นต้นปาล์มต้นที่สองกลางลานจอดรถ เสียงแตรดังสั้นๆ สองครั้ง...รถแลนด์โรเวอร์สีดำจอดอยู่ใกล้ๆ ประตู
“รีบไปไหนครับ” เจ้าของรถเปิดประตูด้านคนขับเดินลงมาจากรถ ยิ้มกว้าง เดินทอดน่องเอื่อยๆ มาหาอนุภาพ
อนุภาพอ้ำอึ้ง “ยังไม่เจ็ดโมงนี่นา อีกตั้งสิบห้านาที เรารึก็รีบออกแต่เช้า...ทำไม...” ชายหนุ่มนึกในใจ
“รอด้วยสิว่ะ” สมบัติกระหืบกระหอบตามมาถึง หันไปมองชายหนุ่มตาค้าง
“ผมมารอตั้งแต่หกโมงครึ่งแล้วครับ...เชิญครับ”
อธิคมยกมือทักทายสมบัติแบบฝรั่ง สมบัติยังตาค้างอยู่ แต่ก็ยกมือขึ้นทักทายตอบพร้อมพูดเบาๆ “ไฮ”
อนุภาพตัดปัญหา ไม่อยากพูดคุยกับอธิคมมากกว่านี้ เพราะนายตำรวจหนุ่มคงจะเล่นคารมทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากกว่านี้ ชายหนุ่มจึงก้มหน้าเดินไปที่รถคันใหญ่เปิดประตูขึ้นจะขึ้นนั่งเบาะหลัง แต่ช้าไปกว่าสมบัติที่รีบกระโดดขึ้นไปนั่งเสียก่อน พร้อมหันมาขยิบตาทำหน้าทะเล้น ทำปากพูดว่า “หล่อมากกกก” โดยไม่ออกเสียง
“ผมรู้ว่าคุณตั้งใจรีบออกแต่เช้ามาก เลยมารอ” อธิคมหันไปมองอนุภาพ นัยน์ตาเข้ม เน้นเสียง ทั้งที่ในใจอยากพูดว่า “จงใจ”
อนุภาพหลบตา
เมื่อถึงถนนใหญ่ สมบัติยื่นหน้ามาตรงกลางเบาะระหว่างคนขับกับอนุภาพ
“ผู้กองนี่ใจดีจังนะฮะ นุเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ ขับรถชนแล้วยังรับผิดชอบทั้งเรื่องซ่อมเรื่องส่ง”
อนุภาพหันไปถลึงตา
“รูปก็หล่อ...สงสัยคงยังไม่มีแฟน” สมบัติส่งสายตาท้าทายอนุภาพ
ตลอดทางสมบัติเอาแต่ชมผู้กองอธิคมไม่ขาดปาก
“ผู้กองนี่บึกจังเลยนะฮะ กล้ามเป็นมัดๆ ล๊อหล่อ ไม่สนใจเป็นนายแบบโฆษณาบ้างเหรอฮะ”
“พี่บั๊ด ไม่เอาน่า” อนุภาพปราม
“ตอนนี้เราทำโฆษณาอยู่ กำลังหาคนแสดงเป็นตำรวจ บั๊ดว่าคงไม่มีใครเหมาะเท่ากับตำรวจจริง”
“ผู้กองงานยุ่ง จะมาแสดงโฆษณาให้เราได้ยังไง” อนุภาพรีบออกรับแทน
“ยูรู้ได้ไงว่าผู้กองงานยุ่ง” สมบัติแย้ง “ได้ยินนุพูดถึงผู้กองบ่อยๆ เพิ่งได้เจอตัววันนี้”
“เหรอครับ” อธิคมเอียงหน้ามองอนุภาพ นัยน์ตาพราวระยับ
“นุบอกว่าผู้กองใจดี รถชนท้ายก็รับผิดชอบ นี่ยังมารับไปทำงานอีก จะหาคนอย่างผู้กองได้ที่ไหน” สมบัติพร่ำไปตลอดทาง
ทั้งสองคุยกันสนุกสนาน ผู้กองเข้ากับสมบัติได้ไม่ยาก ที่จริงแล้วใครก็เข้ากับสมบัติได้ไม่ยากเพราะเป็นคนสนุกสนาน ผู้กองทันมุขของสมบัติซึ่งก็ทันมุขของผู้กองเหมือนกัน
อนุภาพนิ่งเงียบตลอดทางจนถึงตอนที่สมบัติจีบผู้กองอธิคมไปเป็นนายแบบโฆษณาอีกครั้ง
“บั๊ดรู้ว่าผู้กองต้องเห็นใจเราสมกับเป็นผู้กรุณาสันติราษฎร์” สมบัติออเซาะ
“ผู้กองจะเอาเวลาที่ไหนเวลาราชการ เวลาส่วนตัว เวลา...”
“ถ้าไม่เห็นแก่บริษัทเรา ก็เห็นแก่อนุภาพนะฮ่ะ” สมบัติขัด
“พี่บั๊ด” อนุภาพเสียงเขียว
“ยูก็รู้ เส้นตายกำลังจ่อคอหอยอยู่ นายแบบก็ยังไม่ได้ ผู้กองนี่หล่ะอิศวินขี่ม้าขาวมาโปรด”
“ผมไม่เคยแสดงอะไร กลัวว่าจะทำให้เสียงาน”
“ไม่เป็นไรฮ่ะ มีคนฝึกสอนให้” สมบัติปรายตาไปยังอนุภาพ
“กลัวคนสอนเขาจะไม่อยากฝึกให้นะสิครับ” ผู้กองหนุ่มพูดยิ้มๆ
“พี่บั๊ด อย่าเซ้าซี้ผู้กอง เดี๋ยวโดนไล่ลงจากรถ”
“ผู้กองอธิคม นะๆ เห็นใจเราเถอะ”
“ผู้กองเขาเข้าเวรออกเวร เวลาไม่แน่นอน” อนุภาพไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาแย้ง นอกจากเรื่องเวลา
“อ้าว ถ้ายุ่งนักยูก็เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เลยสิ เหมือนผู้จัดการดาราไง ไม่แน่นะ ผู้กองดังขึ้นมา ได้เป็นผู้จัดการคนดัง”
“ดีครับ มีผู้จัดการส่วนตัวก็ดีเหมือนกันครับ อยากมีมาตั้งนานแล้ว” อธิคมหัวเราะ หันไปมองอนุภาพ
สมบัติยิ้ม ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าผู้กองอธิคมกำลัง “จีบ” อนุภาพ...เขาอยากช่วยผู้กองอธิคม อยากให้อนุภาพเปิดใจรับคนใหม่บ้าง อนุภาพ “จม” อยู่กับอดีตมานานเกินไป
“แสดงว่าตกลงใช่ไหมฮ่ะ งั้นเดี๋ยวให้นุโทรมานัดวันไปเทสท์หน้ากล้องเลยนะฮ่ะ” สมบัติสรุป
“ขอเวลาผมคิดซักหน่อยนะครับ” อธิคมเอียงคอ สายตายังจับอยู่ที่อนุภาพที่ควักโทรศัพท์ออกมากดเล่น “ผมอยากคุยรายละเอียดกับคุณนุเรื่องค่าตัว”
ได้ฟังคำตอบ สมบัติหัวเราะชอบใจ
รถจอดหน้าบริษัท มีรถของตฤณจอดอยู่เพียงคันเดียว สมบัติกับอนุภาพมาถึงเช้ามากกว่าปรกติ...ทั้งสองขอบคุณผู้กองอธิคม
“พรุ่งนี้เจอกันนะครับ เจ็ดโมงเช้า” อธิคมเน้นเสียงย้ำ ส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วทะยานรถไปเบื้องหน้า
“หล่อกระชากใจ” สมบัติมองตามรถตาปรอย
“ยังไม่มีใครมาเลย ต้องนั่งหง่าวอีกเกือบสองชั่วโมง” สมบัติทิ้งตัวลงบนโซฟาที่ห้องโถงส่วนรับแขก” อาทิตย์ก็ยังไม่มา...สงสัยกลัวเจอภาพบาดตาบาดใจ เมื่อวานบีเอ็ม วันนี้แลนด์โรเวอร์ หนุ่มหน้าใหม่เวียนมาส่งพี่นุ ทุกเช้า” สมบัติทำตาขยิบ
“คนใหม่ที่ไหน เมื่อวานก็...” อนุภาพเผลอหลุดปาก
“อ๊ะ อ๊ะ หรือว่าเมื่อวานนี้...” สมบัติทำตาโต ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “แหม...ไวไฟนะอนุภาพ...นี่คงมารับมาส่งกันตั้งแต่รถเข้าอู่แล้วสิท่า”
“บ้าเหรอพี่...เพิ่งเมื่อวานวันแรก”
“มิน่า...นี่ลากไอออกมาทำงานแต่เช้าขนาดนี้ กะจะปิดไว้เป็นฟามลับหล่ะสิ” สมบัติจ้อ “โอ๊ย ผู้กองนี่รุกเร็วทันใจแฮะ น้องอาทิตย์พี่ชีช้ำหนักกว่าเดิมแน่คราวนี้” สมบัติทำหน้าเศร้า
อนุภาพเดินไปที่ห้องทำงาน สมบัติยังเดินตามเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“ผู้กองนี่หล่อร้ายกาจ เวลายิ้มเซ็กซี่ละลายใจจนพี่ระทวยไปหมด ไรหนวดเขียวครึ้มถ้ามาซุกไซ้ซอกคอคงสยิวน่าดู ตัวนี่ก็บึก วงแขนกล้ามเป็นมัดๆ อุ๊ยน่าจะกัดแขนเล่นเบาๆ” สมบัติร้องเป็นเพลงลูกทุ่ง “น่ากระซิก เบียดก้นกระแซะ แล้ววางมือแหมะไว้บน... บน... บนไหนดีว้า... อ๋อ บน...” สมบัติทำท่าครุ่นคิด แล้วทำท่าทางแทนคำพูดที่อยู่ในความคิด...หัวเราะร่า
อนุภาพรู้ว่าบางครั้งเพื่อนรุ่นพี่ก็เล่นอะไรทะลึ่งสัปดน ผู้กองอธิคมจะทำหน้าอย่างไรนะ ถ้าสมบัติจะวางมือตรงที่กำลังคิดอยู่
“พอแล้วพี่บั้ด แล้วพี่เอาอาทิตย์ของพี่ไปไว้ที่ไหน”
“แต่ผู้กองหล่อเร้าใจกว่านี่หว่า หล่อพิฆาต ส่วนอาทิตย์พี่ยกให้ยูไปกิน”
อนุภาพส่ายหน้า ตัดบทว่าจะรีบทำงานให้ตฤณ อย่างน้อยรถของเขาก็จอดอยู่ข้างนอก เป็นข้ออ้างของการรีบผลุนผลันมาแต่เช้าได้ดี หรือเป็นข้ออ้างในการเลี่ยงที่จะคุยเรื่องนั้นที่พูดไปก็รังแต่จะเข้าเนื้อตัวเอง สมบัติเองก็รู้เล่ห์กลข้อนี้ เขาเองก็เคยใช้ข้อแก้ตัวนี้เช่นกัน เขาเคยล้อว่า “คุณตฤณนี่เป็นยันต์กันผีได้เลยนะ…ขอบอก”
“นี่นุ แล้วเรื่องโฆษณาหล่ะ พี่ฟันธงว่าผู้กองอธิคมเหมาะที่สุด ตำรวจแท้ๆ คาแรคเตอร์ตรงตามลูกค้าต้องการเป๊ะ ไม่มีทางปฏิเสธแน่ shooting จะได้เริ่มเสียที” สมบัติพูดจริงจัง
“คิดดูนะ งานอื่นก็ระดมเข้ามา ยูรอไม่ได้อีกแล้ว ถ้ายูไม่อยากคุยพี่จะคุยกับผู้กองเอง ไม่นั่งจับเข่าคุยหรอก จะเปิดอกคุยเลย นั่งคุยนอนคุยก็ยังได้” สมบัติไม่วายพูดเล่น
อนุภาพไตร่ตรอง ยอมรับว่าจริงอย่างที่สมบัติพูด ความจริงเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างแล้วตั้งแต่ที่สมบัติคุยกับเขาตั้งแต่ประชุมคราวที่แล้ว
“แล้วแต่พี่แล้วกัน” สมบัติยิ้มกว้าง “นุ งานก็ส่วนงาน รักก็ส่วนรักนะ ไม่ต้องวอรี่” เพื่อนรุ่นพี่หยอกเย้าทิ้งท้ายก่อนรีบเดินจากไป
“โอ๊ย อยากถูกตำรวจจับ แล้วถูกหวดด้วยกระบอง” เสียงโอดครวญลอยมาไกลๆ จากอีกฟากหนึ่งของออฟฟิส
อนุภาพไม่รู้ว่า อีกไม่นานเขาจะถูกตำรวจคนนี้ ‘จับ’ ใส่กุญแจมือจนดิ้นไม่หลุด
บทที่ 8
เช้าวันนี้อาทิตย์นิ่งเงียบไม่ชวนใครคุยอย่างสนุกสนานเช่นเคย สมบัติคอยแวะเวียนมาล้ออนุภาพว่าอาทิตย์อกหัก อาจแอบหนีไปฆ่าตัวตายในห้องน้ำ และเซ้าซี้ให้อนุภาพออกไปคุยกับอาทิตย์
“นี่ไปช่วยทำให้ตี๋เข้มของพี่ยิ้มแย้มสักหน่อยสิ...หนุ่มรูปหล่อขวัญใจแม่ยกไม่ยิ้มแย้ม มันทำให้สาวแก่แม่ม่ายในออฟฟิสรู้สึกหดหู่นะอนุภาพ”
“พี่บั๊ด เรื่องไม่เป็นเรื่อง...เดี๋ยวอีกหน่อยอาทิตย์ก็รื่นเริงได้เองหล่ะ”
“จริงๆ นะ นุ ยูทำร้ายจิตใจอาทิตย์มากนะ ไม่ทันไรก็ให้คนมาส่งที่ทำงาน ตอนเช้า อีกตะหาก แสดงว่าไปรับที่บ้านตอนเช้าตรู่ หรือไม่ก็...” สมบัติทำท่าเหมือนคิดอะไรได้
“คิดบ้าๆ นะเจ๊ อย่านะ อย่าแม้แต่จะคิด” อนุภาพรีบดักคอเสียงเข้ม “นี่ได้ค่าจ้างมาเท่าไหร่”
“เห็นใจเด็กที่แอบชอบบ้างสิ ถึงไม่รัก ถึงไม่ยอมตกร่องปล่องชิ้นก็อย่าทำร้ายมัน ทำให้เด็กมันมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ เสียบ้าง” คุณพี่ใจดีเจื้อยแจ้ว
“ผมกลัวอาทิตย์เข้าใจอะไรผิด”
“ผิดไม่ผิด วันนี้เด็กมันก็เศร้าไปแล้ว เพียรพยายามออดอ้อนยูมานานนับปี ยูก็ยังใจแข็ง” สมบัติทำหน้าจริงจัง “ยอมให้มันแตะเนื้อต้องตัวหน่อยก็ไม่ได้ ถือว่าทำบุญ” สมบัติเชียร์อาทิตย์จนออกนอกหน้า
“ก็ไม่ใช่เพราะทำบุญเหรอ เมื่อเย็นวาน ผู้กองอธิคมเห็นเลย นี่เขาคงล้อไม่ยอมหยุด อาทิตย์ได้ฉายาใหม่ว่า อาตี๋เบ็นซ์ดำด้วยนะ”
สมบัติหัวเราะก๊าก “อ๋าย ผู้กองนี่คารมไม่เบา”
“ก็คงพอๆ กับพี่หล่ะ” อนุภาพประชด
“ชักอยากจะเห็นผู้กองหนุ่มคนนี้ซะแล้ว ว่าจะหล่อเท่ขนาดไหน” สมบัติฝัน ทำตาลอย
“กวน เจ้าเล่ห์เป็นที่สุด ไม่เห็นจะเท่ตรงไหนเลย”
“ที่อยากเห็นเพราะอยากจะเทียบว่า จะให้คะแนนใครสูงสุดเมื่อเทียบกับอาทิตย์ คุณตฤณ เอหรือว่าต้องเพิ่มคนที่ อืมมม...คนขับบีเอ็มมาส่งยูเมื่อเช้าเข้าไปในลิสท์ด้วย”
ตอนกลางวันอาทิตย์ไม่ไปทานอาหารเที่ยงกับกลุ่มเดิมเหมือนทุกวัน อนุภาพ สมบัติ พจนีย์ และอธิปรับประทานอาหารกันรวดเร็วเพราะต้องรีบกลับมาทำงาน แต่ทั้งหมดยังคุยกันสนุกสนานเพราะล้วนแต่มีความสามารถพิเศษในการคุยไปกินไปในเวลาเดียวกัน...ขาดแต่เสียงหัวเราะทุ้มของอาทิตย์ที่เคยผสมโรง
“อาทิตย์งอนอยู่หน่ะ” สมบัติแอบกระซิบอนุภาพ
การประชุมติดตามงานตอนบ่ายพูดถึงเรื่องงานโฆษณารถกระบะ งานทุกอย่างเตรียมพร้อมไปมากแล้ว ปัญหาเดียวที่กำลังประสบอยู่คือ ตัวแสดง
“นายแบบสวยๆ ทั้งนั้นเลย ไม่มีใครเป็นตำรวจได้ซักคน” พจนีย์สรุป
“ผมมีเพื่อนที่เป็นตำรวจอยู่ครับ เอารูปมาให้พี่บั๊ดกับพี่พจน์ดูแล้วแต่ไม่ผ่าน...ไม่ได้ให้พี่นุดูเพราะคิดว่าพี่นุคงไม่ชอบเพราะยังดูเด็กๆ กันอยู่ครับ” อาทิตย์รายงานเสียงเรียบๆ
อนุภาพกับสมบัติสบตากันโดยอัตโนมัติ อนุภาพนึก หลังเลิกประชุมพี่บั๊ดต้องมาล้อว่าอาทิตย์ประชดเขาแน่ๆ เลย
เลิกประชุม อาทิตย์รีบเดินออกจากห้อง คาดไม่ผิด...สมบัติกระแซะเข้าใกล้อนุภาพ ทำตาโตกระซิบกระซาบ
“อาทิตย์เริ่มจะหัดประชดเป็นด้วยหล่ะ”
“แหงหล่ะ เขาใช้เวลาอยู่กับพี่กับยัยพจน์มากเกินไปแล้วนี่”
“น่าสงสารจริงๆ คืนนี้อาทิตย์คงเมาแน่ๆ ไม่รู้จะกลับบ้านดึกๆ หิ้วใครกลับไปนอนบ้านประชดรักหรือเปล่านะ...คนมันเสียใจ...ไปพูดกับเด็กมันหน่อยสิ” สมบัติทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป
อนุภาพเห็นว่าไม่ควรจะเก็บเอามาใส่ใจมากนัก ปล่อยไว้สักหน่อยก็คงจะซาไปเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะไปคุยอธิบายอะไรกับอาทิตย์ อย่างน้อยทั้งสองก็ไม่ใช่คู่รักกัน และคงไม่มีวันเป็นอย่างนั้นได้...เขาไม่รู้สึกอะไรกับอาทิตย์เลย
พจนีย์มาปรึกษากับอนุภาพเรื่องนายแบบ
“คุณตฤณทำท่าจะเขมือบหนูอยู่แล้วว่าเรื่องนักแสดงยังไม่ไฟนอลซะที”
“ออดิชั่นเลยดีไหม” ปานวาดสาวห้าวผู้ช่วยพจนีย์เสริม
“เรื่องใหญ่ไป” พจนีย์หันกลับมาที่อนุภาพ “พี่บั๊ดบอกว่าพี่นุรู้จักตำรวจอยู่นี่นา พี่ไม่ลองขอให้เขามาเทสท์หน้ากล้องดูหน่อยเหรอคะ”
“พี่ไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร” อนุภาพออกตัว
“จริงเหรอ” พจนีย์ถามเรียบๆ อนุภาพมองเหมือนจะค้นหาว่าพจนีย์แกล้งล้อหรือถามจริงๆ
ถ้าเป็นดาราพจนีย์คงตีบทหน้าเซ่อได้แนบเนียนมาก...เขาสงสัยว่า ‘แก๊งค์’ ของเขาคงกำลังมี ‘อะไร’ ลับหลังเขาอยู่แน่ๆ
ก่อนเลิกงานสมบัติเดินเข้ามาคุยกับชายหนุ่มเรื่องงาน รวมถึงเรื่องนักแสดงที่ยังไม่ลงตัว
“ลูกค้าติงเรื่องนักแสดงมากๆ เรื่องอื่นไม่ติเลย โอเคตลอด แต่เรื่องนักแสดงเขาเน้นว่าต้องให้ได้ตามที่เขาต้องการ ตำรวจหล่อๆ คมๆ แมนๆ จะหาได้ที่ไหนว่ะนี่ เท่าที่เห็นตำรวจหน่ะ...แมนก็แมนอยู่
หรอกนะ แต่หาหล่อๆ เพอร์เฟคขึ้นกล้องไม่ได้ซักคน”
อนุภาพถอนหายใจ “ตำรวจก็คือตำรวจ ผู้ชายแมนๆ ที่ไหนแต่งเป็นตำรวจก็เป็นตำรวจได้แล้ว บริษัทนี้ทำไมต้องมาจำกัดว่าต้องหล่อด้วยนะ ไม่เข้าใจจริงๆ”
“เจ้าของบริษัทคงเป็นเกย์มั๊ง” สมบัติหัวเราะเสียงดัง...ดูเอาเถอะ เวลาเครียดๆ สมบัติก็ยังทำให้เขายิ้มได้
“ผู้กองอธิคมที่ขับรถชนยูไง จีบมาแสดงซะเลย ยูก็บอกว่าเป็นค่าเสียหายที่ขับรถชนรถยู”
“เขารับผิดชอบค่าเสียหายให้แล้วนะ แล้วตอนนี้ยังมา....” อนุภาพชะงัก เก็บคำพูดไว้ทัน
สมบัติทำไม่รู้ไม่ชี้ “เหอะน่า ยูไม่กล้าเดี๋ยวไอคุยเอง นัดให้ไอเจอสิ เดี๋ยวกล่อมเอง ไม่รู้เหรอเจ๊ถนัดกล่อมหนุ่มมาเป็นนายแบบ”
“ผมไม่อยากทำงานกับเขา” อนุภาพให้เหตุผล
“วุ้ย จะอะไรกันนักกันหนา ขำๆ น่า…เว้นแต่ว่า...ยูจะเก็บเอาไว้กับตัวคนเดียว” สมบัติทำตาพราวระยับ
อนุภาพบ่ายเบี่ยงแล้วรีบเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน
ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ประตูทางออก ระหว่างทางเขาสังเกตุเห็นว่าโต๊ะทำงานของอาทิตย์เก็บเรียบร้อยแสดงให้เห็นว่าเจ้าของโต๊ะกลับบ้านไปแล้ว
ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดล้อเล่นของสมบัติว่าคืนนี้อาทิตย์คงเมาประชดรักหิ้วใครกลับไปนอนด้วย
อนุภาพสลัดความคิดออกไป ชายหนุ่มก็พยายามนึกว่าอาทิตย์คงไม่ทำอะไรขนาดนั้น อาทิตย์ไม่ได้อกหักอะไรนี่ จะทำอย่างนั้นทำไม แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง อีกอย่าง ไม่มีใครเห็นคนที่ขับมาส่งเขาสักหน่อย อาจเป็นเพื่อนหรือเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น ทำไมอาทิตย์ต้องเสียใจถึงกับกินเหล้าเมาคว้าใครกลับไปนอนบ้านด้วยเหมือนในละครทีวีน้ำเน่า... ผู้กองอธิคมเสียอีกดูน่าจะทำอย่างนั้นได้มากกว่า - ตำรวจ...ดูท่าทางเจ้าชู้ไม่เบา เลิกงานก็คงเมาเหล้าแล้วก็พาใคร...
อนุภาพรีบควบคุมความคิดของตัวเอง บ้าจริง ทำไมต้องไปนึกถึงคนช่างกวนโมโหคนนั้นด้วยนะ
..........
คนช่างกวนโมโหกำลังนั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ห้องชุดสุดหรูของตัวเอง ชายหนุ่มยังไม่ได้โกนหนวดเคราที่เริ่มขึ้นเป็นแนวหนาเข้มซึ่งทำให้ใบหน้าหล่อเหลาที่คมคายอยู่แล้วดูเข้มบาดใจขึ้นมากกว่าเดิม
ผู้กองหนุ่มใส่เสื้อกล้ามสีขาวรัดรูป เผยให้เห็นหน้าอกหนาบึกอย่างคนออกกำลังสม่ำเสมอ กางเกงผ้ายืดขาสั้นสีน้ำตาลเข้มอวดต้นขาแข็งแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้าม ปลีน่องแน่น ไรขนสีดำไม่ดกเกินไป
ธงรบเคยบ่นอิจฉาอธิคม
“ทำไมฟ้าส่งข้ามาเกิด แล้วต้องส่งแกมาด้วยว่ะ ข้าก็ว่าหล่อเต็มที่แล้ว แกนี่ทำให้ข้าเสียความมั่นใจไปเยอะ ไปเที่ยวที่ไหนคนที่ข้ามอง เขาก็มองเอ็งก่อนข้าทุกที...ไอ้มารผจญ”
คนขี้อิจฉากำลังชงเหล้าอยู่ที่บาร์ใกล้หน้าห้องครัว แล้วเดินถือแก้วเหล้าสองแก้วมาที่โซฟา ยื่นให้อธิคมหนึ่งแก้ว แล้วยกแก้วของตัวเองขึ้นดื่ม
อธิคมรับแก้วมาถือไว้ ตายังจับจ้องอยู่ที่จอทีวี
“ชอบดูโฆษณาหรือไง จ้องอยู่ได้” ธงรบนั่งลงข้างๆ
“คุณนุทำโฆษณานี้” อธิคมพูดเบาๆ
ธงรบกรอกตา “เป็นเอามาก...ที่ข้าชวนแกไปดื่มเหล้าข้างนอกแล้วไม่ยอมไปก็เพราะยังงี้นี่เองใช่ไหม”
“คงงั้นมั๊ง”
“ข้าจะดูว่าเอ็งจะสนใจได้กี่เดือน” ธงรบคิด
ทุกทีเขาเคยเย้าแต่ว่า ‘กี่อาทิตย์’ คราวนี้เขาขยายเวลาให้เป็นเดือน เพราะท่าทางเพื่อนรักเปลี่ยนไปน่าใจหาย
“ว่าแต่ว่า เอ็งจะไปแสดงโฆษณาจริงหรือว่ะ” ธงรบเปลี่ยนเรื่อง
“ก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ดีเสียอีกได้คลุกวงใน...เผื่อได้ข่าวเรื่องยาอี”
“คงไม่มั๊ง ข้าว่าเอ็งหาเหตุผลไปวนเวียนอยู่กับคุณนุมากกว่า ข่าวยาอีอะไรนั่นไปหาเองก็ได้ ไปตามผับ จับนักร้องดารานายแบบได้ง่ายๆ ได้ทั้งข่าว ได้ทั้งคาว” ธงรบยักไหล่ ไม่เชื่อเหตุผลของเพื่อน
“แล้วนี่ได้เงินเยอะไหม ถ้าได้เยอะ ชวนข้าไปมั่ง ข้าอยากออกทีวี เผื่อดัง ไม่ก็เผื่อได้รู้จักดาราใหม่ๆ แล้วก็...”
“ไหนเอ็งบอกไปจับเอาตามผับได้เอง” อธิคมท้วง
“ก็...เขาไม่ได้ท่องราตรีกันทุกคนนี่หว่า ดาราไม่ค่อยไป พักหลังๆ มีแต่นักร้องวัยรุ่นกับนายแบบ...ชักเซ็ง” ธงรบยักไหล่
“อ๋อ เบื่อนักร้องน้องรัก”
“...แต่เอ...ข้าว่าลองเปลี่ยนไปมองหนุ่มออฟฟิสดูหน่อยก็ดี” ธงรบทำท่าคิด
อธิคมหันขวับจากจอทีวีมาถลึงตาใส่เพื่อนคู่หู
“เอ็งอยากถูกต่อยก็ลองดู” อธิคมเสียงเข้ม “เอ็งจะไปไหนก็ไป ขวางหูขวางตา”
“หมาหวงก้าง” ธงรบลุกขึ้นยืน “ตัวเองยังไม่ได้กิน แล้วยังหวงไม่ให้คนอื่นกินอีก” ชายหนุ่มเดินไปหยิบกุญแจรถ
“ข้าไป Route 79 ไปไหมว่ะ น่านะไปจับผู้ร้ายกัน จำเมื่อก่อนได้ไหม เราไปนั่งที่หน้าบาร์ใกล้ๆเสา แล้วรอให้เหยื่อมาอ่อย พักหลังนี้หล่อๆ เยอะเลยนะโว้ย ผู้หญิงน้อยลงกว่าเดิม...วันก่อนเจอนักร้อง
หน้าใหม่มากับเพื่อนสองคน ยิ้มให้ข้าแบบทอดสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ข้าส่งเหล้าให้แค่แก้วเดียว...เที่ยงคืน...ปิดคดีได้”
อธิคมส่ายหน้า
“คม...เอ็งเอาจริงเหรอเรื่องคุณนุ” ธบรบถามจริงจัง
“ก็กำลังจีบอยู่ แกคิดว่าเล่นๆ หรือไง”
“ทุกทีแกไม่เคยคบใครนานเกินเดือนนี่หว่า” ธงรบเตือน “เรามันก็ประเภทฟันแล้วทิ้ง...คราวนี้เกือบเดือนแล้วเอ็งยังไม่ได้ฟะ...”
“เฮ้ย อย่าพูดพล่อยๆ ...เดี๋ยวเหอะ” อธิคมถลึงตา
“เออๆ” ธงรบส่ายหน้า “แหม พูดอะไรนิด อะไรหน่อยถึงคุณนุไม่ได้เลยนะ” ธงรบเดินตรงไปที่ประตู
“พนันกันไหมว่ะ ข้าว่าสองเดือนเอ็งก็ถอดใจ ได้ยากได้เย็นขนาดนี้ ผิดวิสัยร้อยตำรวจเอกอธิคม สองเดือนนะโว้ย สองเดือน ไม่ใช่สองวันอย่างที่เคยท้า”
อธิคมโบกมือไล่ให้ธงรบไปให้พ้นๆ
“เอางี้ ถ้าเอ็งจีบคุณนุได้ก่อนข้าจีบน้องแม๊คติด ข้ายอมให้เอ็งพังประตูหลัง” ธงรบรีบเปิดประตูผลุนผลันออกไป ก่อนที่อธิคมจะหยิบอะไรใกล้มือขว้างตามมา
ผู้กองหนุ่มส่ายหน้ากับเพื่อนรักกวนประสาท ถ้าเขาพนันกับธงรบก็คงแพ้หลุดลุ่ย อนุภาพยังสงวนท่าทีกับเขามาก
สถิติการ ‘ปิดคดี’ ของเขาช้าสุดคือสองวัน...ของธงรบหนึ่งอาทิตย์ คราวนี้เพื่อนรักให้เวลาเขาสองเดือน ชายหนุ่มยังหนักใจว่าสองเดือนนี่คงเร็วไป...
แต่อย่าให้ถึงสามเดือนเลย ถ้าเกินนั้นเขาคงอกแตกตาย ไม่ใช่ว่าจะถอดใจ แต่เขาคงทรมานที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสอนุภาพที่เขาพึงใจเสียที
แค่พึงใจ? หรือชอบ? หรือว่ามากกว่านั้น? หรือรัก? คำตอบสุดท้ายนี้เขายังไม่มั่นใจ รู้แต่ว่าเมื่อวันแรกที่เขาพบชายหนุ่ม ‘ท่าทางเอาเรื่อง’ ที่ยืนขมวดคิ้วต่อว่าเขาเรื่องอุบัติเหตุ ตอนนั้นเขาคิดว่าจะลองจีบเล่นๆ วันถัดมาชายหนุ่มก็จะรับนัดเขา...เขาจะพาไปหาอะไรดื่ม...ฟังเพลงเพราะๆ แล้วก็ ‘ปิดคดี’ ส่วนจะคบต่อ ‘ให้ถึงเดือน’ อย่างที่ธงรบพูดนั้น...ขึ้นอยู่กับว่า ‘ถูกใจ’ เขามากเพียงใด
เขาลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียง มองออกไปที่แนวต้นไม้ข้างนอก เหนือแนวต้นไม้นั้นเป็นตึกสูงประมาณสิบกว่าตึก หนึ่งในตึกเหล่านั้นอาจเป็นที่พักของอนุภาพ
ความเป็นจริงที่รุมเร้าเขาอยู่ก็คือว่า - ขณะนี้เขายืนอยู่คนเดียวที่ระเบียง ซึ่งร้อยวันพันปีแทบไม่เคยเปิดประตูห้องนั่งเล่นออกมายืนเหม่อเช่นนี้
ผ่านไปเกือบเดือน... อย่าว่าแต่ ‘ปิดคดี’ เลย... แม้แต่มือก็ยังไม่ได้จับ
ชายหนุ่มหันไปมองโทรศัพท์ข้างโซฟา เขามีเบอร์บ้านของอนุภาพ เขาอยากจะโทรไปหา ใช้เบอร์บ้านแทนที่จะเป็นมือถือเพราะรู้สึกว่าใช้โทรศัพท์บ้านให้ความใกล้ชิดมากกว่า...เขาอยากได้ยินเสียง อยากเย้าแหย่ อยากคุยให้คลายเหงา…อยากให้อนุภาพรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแต่ละวันที่ผ่านไป
...........
ธงรบนั่งดื่มเหล้าคนเดียวอย่างเซ็งๆ ที่สตูลหน้าเคาท์เตอร์บาร์ อธิคมไม่ยอมออกมาเที่ยวกับเขาทั้งที่เขาคะยั้นคะยอ เขาคิดว่าอธิคมกำลังทำตัวเป็นฤาษีเข้าไปทุกวัน - เลิกงาน ไปยิม แล้วก็กลับบ้าน ทิ้งให้เขาท่องราตรีคนเดียวเป็นเวลาเกือบเดือนอยู่แล้ว
กลุ่มเล็กๆ มุมห้องในผับหรู Route 79 เป็นจุดสนใจของตำรวจหนุ่ม ชายหนุ่มห้าคนและผู้หญิงหนึ่งคน - สองคนเขามองผ่านเลย หญิงสาวดูก๋ากั่น ส่วนชายอีกคนท่าทางนุ่มนิ่ม อายุราวสี่สิบ รูปร่างท้วมๆ แต่งตัวสีสันฉูดฉาด สี่หนุ่มที่เหลือดึงดูดความสนใจ ชายหนุ่มสองคนเป็นลูกครึ่งหน้าคมเฉียบ ผิวขาวจัด แต่งตัวทันสมัยราวกับนายแบบนิตยสารแฟชั่น อีกหนุ่มเป็นวัยรุ่นหน้าตาน่ารัก แต่งตัวเนี๊ยบเช่นกัน แล้วเขาก็เห็นชายหนุ่มอีกคน ผิวขาวสะอาด หน้าตาคมเข้มแบบไทย ผมตัดสั้น แต่งตัวต่างจากคนอื่นๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดประดุมแขนเสื้อพับรั้งขึ้นมาครึ่งแขน กางเกงสแลคสีเท้าเข้ม...ยิ้มกว้างสดใส! เขารู้สึกเหมือนมีแม่หล็กดึงดูด รอยยิ้มของชายหนุ่มเป็นยิ้มที่สดใสมีชีวิตชีวา...ต่างจากที่เขาเคยเห็น รอยยิ้มกว้างนั้นเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะทำให้ห้องส่องสว่างวาบขึ้นมา
นี่ถ้าอธิคมมาด้วยคงจะดี จะได้ช่วยกัน ‘จับผู้ต้องหา’ เขาคนเดียวจะฝ่าด่านเพื่อนห้าคนของคนที่เขาถูกใจก็กระไรอยู่ ถ้ามีอธิคมก็จะรู้สึกอุ่นใจ ไม่ขัดเขินว่ามาคนเดียว
ธงรบแปลกใจ ปรกติเขาจะชอบคนที่ดูเนี๊ยบและสำอางเหมือนนายแบบหรือนักร้องดาราวัยรุ่น...เหมือนนายแบบสองคนนั้น...เหมือนหนุ่มหน้าตาน่ารักชุดดำที่นั่งหันข้างให้...แต่ชายหนุ่มเสื้อเชิ้ตขาวกลับดึงดูดใจเขามากกว่า
เหมือนจะรู้ตัวว่าโดนจ้องมอง ชายหนุ่มหน้าไทยหันขวับมามอง ธงรบรีบหลบตา มองไปทางอื่น ทำไม่รู้ไม่ชี้...เขาอมยิ้ม พอชายหนุ่มเผลอ เขาก็หันกลับไปมองอีกอย่างเพลิดเพลิน
..........
อนุภาพเลี้ยงฉลองให้ “ตั้ม” หนุ่มน้อยที่สมบัติเป็นผู้สนับสนุนประกวดดัชชี่บอยจนได้รับรางวัลชนะเลิศ เจฟกับกริณคู่รักคู่แฝดเพื่อนของตั๊มมาร่วมด้วย ทั้งสองเป็นนายแบบลูกครึ่งที่หน้าตาคล้ายกันมากและกลายมาเป็นแฟนกัน
พจนีย์รีบมารอแต่หัวค่ำและเป็นสาวคนเดียวในกลุ่ม “หนูชอบอยู่ท่ามกลางหนุ่มหล่อๆ มันทำให้รู้สึกว่าหนูเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” เธอให้เหตุผล
“แกอย่ามาหาว่าฉันหล่อนะยัยพจน์ ฉันโกรธแกจริงๆ ด้วย” สมบัติรีบประท้วง ก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะสนุกสนาน
เพื่อนคนอื่นๆ ทะยอยตามมาร่วมวงจนกลายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น
ธงรบมองไม่เห็นคนยิ้มสวยคนนั้นอีกแล้วเพราะคนอื่นๆ บังหมด
คนหน้าตาดีๆ ทั้งนั้น ละลานตาไปหมด นี่ถ้าอธิคมมาด้วย คงจะดีจริงๆ แต่ธงรบอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเหมือนวันก่อนๆ หรือไม่ พักหลัง อธิคมเกิดจะทำตัวเป็น ‘คนดี’ ขึ้นมาเสียยังงั้น...ทิ้งให้เขาท่องราตรีอย่างเดียวดาย
นายตำรวจหนุ่มลุกเดินออกจากผับ คิดอย่างเซ็งๆ ว่าจะโทรไปชวนน้องอั๊ตนักร้องหนุ่มหน้าใหม่ที่เขากำลังคั่วอยู่ออกมาเที่ยวดีกว่า
นายตำรวจหนุ่มดีดก้นบุหรี่ลงถังขยะข้างประตู ลมเย็นปะทะใบหน้า ฝนเพิ่งหยุดตก หลังคารถที่จอดเรียงรายอยู่หน้าผับเปียกด้วยเม็ดฝนที่เกาะอยู่พร่างพราย กระทบกับแสงไฟนีออนหลากสีเป็นประกายระยิบระยับ
ค่ำคืนอีกคืนหนึ่งผ่านมาได้ครึ่งคืนแล้ว ยังเหลือสนุกได้อีกไม่กี่ชั่วโมง...ความคิดของธงรบสะดุด เขาชะงักเมื่อพบว่าชายหนุ่มคนที่เขาแอบมองอยู่ในผับตอนนี้ยืนอยู่ริมถนนใกล้กับรถสปอร์ตบีเอ็มดับบลิว Z6 ของเขาที่จอดอยู่ ชายหนุ่มยืนมองอย่างพินิจพิจารณาเหมือนสนใจรถสวยคันนี้
ได้ผลแฮะ...ไม่เสียแรงเสียเงินซื้อรถสปอร์ตคันหรู เพราะเท่าที่ผ่านมา รถสวยคันนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘ปัจจัย’ เรียกเด็กอีกอย่างหนึ่ง
ธงรบเคยพูดสนุกๆ กับเพื่อนรักอธิคมว่า...หนุ่มในเครื่องแบบ รูปหล่อ หุ่นดี คารมเยี่ยม รถหรู เป็นสูตรสำเร็จในการจีบเด็กที่ได้ผลนัก
ชายหนุ่มคนนั้นรู้สึกตัวว่าเจ้าของรถเดินมาหยุดยืนข้างประตูคนขับ เขาเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ
ธงรับยิ้มรับกว้าง “รถผมเองครับ”
“รถสวยนะครับ” อนุภาพเปรย “เหมือนเคยเห็นในซอยใกล้บ้าน” ชายหนุ่มนึกถึงอธิคมในรถสปอร์ตบีเอ็มดับบลิวเมื่อวันก่อนในซอยเข้าบ้านซึ่งเกือบจะกลายเป็นอุบัติเหตุรอบสอง
“อ้อ แสดงว่าบ้านเราอยู่ใกล้กัน” ธงรบยิ้มกว้าง นัยน์ตาระยิบระยับ
อนุภาพอดคิดเปรียบเทียบกับนัยน์ตากรุ้มกริ่มเจ้าชู้ของ ‘ผู้ต้องสงสัย’ ที่ขับรถคล้ายกันนี้ไม่ได้...ขอบโครเมี่ยมรอบกระจกมองข้าง คิ้วติดขอบสเกิร์ตด้านล่างของรถ สติกเกอร์สีทองติดพาดจากประตูหน้าข้างคนขับเป็นริ้วพริ้วไปจนถึงไฟท้าย มีรูปการ์ตูนเด็กหนุ่มหน้าตี๋ติดอยู่ใต้ไฟเลี้ยว
“ท่าทางขับดีนะครับ” อนุภาพถามยิ้มๆ “ผมกำลังเก็บเงินซื้ออยู่เหมือนกัน” อนุภาพแกล้งทำท่าสนใจ
“จริงหรือครับ ไว้ไปลองขับกันก็ได้” ธงรบยิ้มย่องในใจว่าอนุภาพทอดสะพานให้
“ปรกติขับคนเดียวหรือครับ” ชายหนุ่มหมายถึงรถขับมือเดียว
“ครับผม แต่อยากหาคนมานั่งเป็นเพื่อนอยู่เหมือนกันครับ” ธงรบรุก
“งั้นขอให้โชคดีได้ตุ๊กตาหน้ารถเร็วๆ นะครับ”
อนุภาพอวยพร ก่อนหันไปโบกมือเรียกแท๊กซี่
ธงรบตื๊อ เดินอ้อมหน้ารถมายืนข้างๆ ชายหนุ่ม เริ่มแผนสอง - ชวนเที่ยว ไม่งั้นก็ขอเบอร์
“ไปเที่ยวต่อหรือครับ ผมรู้จักร้านดีๆ ที่...”
“จะกลับบ้านนอนครับ ไม่ชอบเที่ยว” อนุภาพสวน ตาจ้องแท๊กซี่คันที่ว่าง
“รถสวยดี อย่าให้ใครที่ขับรถไม่ดีเอาขับไปชนคันอื่นนะครับ”
แท๊กซี่จอด อนุภาพก้าวขึ้นรถ ธงรบยืนเกาหัว ไม่เข้าใจที่ชายหนุ่มหน้าหล่อยิ้มสวยทิ้งท้ายเอาไว้
เขาเสียหน้านิดๆ ที่คนที่เขาจีบผละหนีเดินจากไปดื้อๆ อุตส่าห์มองอยู่เป็นนานสองนาน นึกว่าจะโชดดี โดนปฏิเสธหน้าตาเฉย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น แต่ก็ยังดีแถวนี้ไม่มีใครรู้ใครเห็น
ธงรบหยิบโทรศัพท์กดเบอร์น้องอั๊ต
... ค่ำคืนของธงรบเพิ่งจบลงเมื่อเวลาใกล้สาง...เช้าตรู่ของอนุภาพกำลังจะเริ่มขึ้น...
บทที่ 7
เจ็ดโมงเช้า อนุภาพออกจากลิฟท์เดินออกมาด้านหน้าของคอนโดที่พัก ทักทาย รปภ.อย่างคุ้นเคยและยื่นกล่องขนมให้
“อร่อยนะพี่สิงห์ เพื่อนเอามาฝากจากเมืองนอก” สิงห์ยิ้มกว้างกล่าวขอบคุณ
อนุภาพใจดีกับพนักงานทุกคนที่คอนโด เขาสนิทกับ รปภ. พนักงานต้อนรับ แม่บ้าน แม้กระทั่งผู้จัดการ อัธยาศัยใจคอที่เป็นกันเองของอนุภาพทำให้ทุกๆ คนรักเขา
“หล่อหน้าตาดีแล้ว จิตใจยังดีงาม ใครเห็นใครก็รัก” ป้าน้อมแม่บ้านประจำตึกชื่มชม ‘คุณนุของป้า’
อนุภาพเคยช่วยพาป้าน้อมส่งโรงพยาบาลและจัดการเรื่องการรักษาพยาบาลให้อย่างเรียบร้อย ตลอดจนไปเยี่ยมที่บ้านเมื่อป้าน้อมพักฟื้นจากอุบัติเหตุหกล้มในห้องซักผ้าของคอนโด
อนุภาพเดินผ่านลานจอดรถตรงไปประตูรั้วเพื่อเรียกแท๊กซี่แต่ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นอธิคมก้าวลงจากรถสปอร์ตบีเอ็มดับบลิวคันสวย...คันที่เกือบชนกับรถของอาทิตย์
“อรุณสวัสดิ์ครับ เชิญขึ้นราชรถได้เลยครับ” เขาเดินเข้ามาใกล้
ผู้กองหนุ่มอยู่ในชุดตำรวจครึ่งท่อน กางเกงสีกากีพอดีตัว เผยให้เห็นต้นขาแข็งแรง เขาใส่เสื้อกล้ามสีขาว ขลิบปลายแขนสีแดงเลือดหมู เสื้อสอดเข้าในกางเกง เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมพักอยู่ที่นี่” อนุภาพขมวดคิ้ว สงสัย
“เอาเป็นว่าผมฉลาดก็แล้วกัน” เขายักคิ้ว ยิ้มกว้าง “ผมเป็นตำรวจนะครับ ตามจับโจรยังง่ายกว่าสืบดูว่าคุณอยู่ที่ไหน”
“ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล”
“อ้าว เปล่านะ ผมรักษาสัจจะที่ว่าจะรับคุณไปทำงานตอนเช้า จำได้ไม๊ครับที่เราตกลงกัน” นายตำรวจหนุ่มทำหน้าจริงจัง
“แต่คุณแกล้งผมนี่นา” เขาเอียงศีรษะเหลือบตาขึ้นข้างบน ทำท่าเหมือนนึกถึงอะไรสักอย่าง
“ผมสืบดูก็เลยรู้ว่าคุณหลอกผมเรื่องที่อยู่”
“ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าพักอยู่ที่ไหน นี่มันสิทธิส่วนบุคคล” อนุภาพปากแข็ง
“อ๋อเหรอ ผมนึกว่าคุณจะตอบว่า คืนนั้นฝนมันตกพรำๆ เลยจำตึกคอนโดตัวเองไม่ได้” อธิคมลอยหน้าลอยตา
อนุภาพเชิดหน้า จ้องตาอธิคมไม่หวาดหวั่น “ผมกล้าทำก็กล้ารับว่ามันเป็นแค่กลลวงไม่ให้คนรู้จักบ้าน”
“กลลวงนี้ใช้กับผมคนเดียวหรือกับอาตี๋เบ็นซ์ดำด้วยครับ” อธิคมขยิบตา อมยิ้ม
อนุภาพขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงจึงขยับตัวจะเดินไปที่ประตูทางออก
“อ๊ะ อ๊ะ ขึ้นรถสิครับ ผมไปส่ง บอกแล้วไงว่าตอนที่รถยังไม่เสร็จนี่ ผมรับผิดชอบชีวิตคุณเอง คุณเป็นคนท้าผมเองนะ ผมรับคำท้าแล้ว หรือคุณไม่รักษาคำพูด” อธิคมท้วง
“นี่หล่ะน๊าคนเรา...อยากจะพูดยังไงก็พูดได้...เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ผู้กองหนุ่มยังส่งเสียงลอยตามมา
อนุภาพชะงัก รู้ตัวว่าเขายั่ว ชายหนุ่มหันหลังเดินกลับไปที่คนช่างท้วง
“ไม่ใช่เพราะว่ารู้สึกผิดเพราะคำพูดคุณนะครับ แต่เพราะว่าขี้เกียจเรียกแท๊กซี่และต้องการประหยัดเงิน” อนุภาพตัดปัญหา
ชายหนุ่มคิดว่า ก็ยังดีกว่ายืนขาแข็งเรียกแท๊กซี่ในซอยตอนเช้าเช่นนี้ - แฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ กระเป๋าคอมพิวเตอร์ที่กำลังห้อยอยู่บนบ่า เป้ใส่ชุดกีฬาที่เย็นนี้ต้องไปยิม จากประสบการณ์ เขารู้ดีว่าต้องใช้เวลาร่วมยี่สิบนาทีจึงจะมีแท๊กซี่ผ่านมาสักคัน
ชายหนุ่มบอกตัวเองว่า ให้อธิคมชดใช้ความผิดก็ดีเหมือนกัน เขาขับรถชนท้าย อีกทั้งอู่ที่เขา ‘บังคับ’ ให้ชายหนุ่มเอารถเข้าซ่อมก็ทำงานไม่คืบหน้า ไม่มีรถใช้ทำให้ลำบากเดินทาง ไปไหนมาไหนไม่สะดวก พอไม่มีรถอาทิตย์ก็เซ้าซี้จะมาส่งให้ได้ และที่สำคัญ เขาต้องยกประเด็น ‘ไม่รักษาสัจจะ’ ไปแปรเปลี่ยนเป็นประเด็น ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ เอามายั่วเย้าจนได้สิน่า
“แล้วตอนเย็นจะให้ไปรับกลับบ้านด้วยไม๊ครับ” อธิคมทำลายความเงียบขณะติดไฟแดงที่สี่แยกเอกมัย
“ตอนเย็นไม่ได้อยู่ในข้อตกลงครับ” อนุภาพประท้วง
“เออจริงสินะ...แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นบริการเสริม”
“เวลาเลิกงานผมไม่แน่นอน”
“เหรอครับ” อธิคมทำท่าเข้าใจ แต่เมื่อรถเคลื่อนที่ไปอีกหนึ่งไฟแดงเขาประชดเสียงเรียบ
“ตอนเลิกงานเป็นหน้าที่ของอาตี๋เบ็นซ์ดำ” หน้าอธิคมนิ่งเหมือนไม่ได้ประชด แต่อนุภาพรู้ว่าเขากำลังยั่วเย้า
นี่เป็นบุคลิกของเขาอีกอย่างหนึ่งหรือยังไงกันนะ อนุภาพปิดประสาทหูของตัวเอง บอกตัวเองว่าไม่ฟังอะไรจากผู้กองหนุ่มช่างยั่วคนนี้อีกแล้ว
ลานจอดรถหน้าอาคารเอ็คโค่ แอดเวอร์ไทซิ่ง เป็นลานจอดรถเล็กๆ หน้าบริษัทมีรถจอดอยู่สี่คัน - เบนซ์สีทองของตฤณ กระบะโฟร์วีลล์ของอธิป รถของอาทิตย์ และอีกคันอนุภาพไม่รู้จัก เหลือที่ว่างอีกแปดช่อง ต้นไม้เขียวชอุ่มแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ลานจอดรถปูพื้นด้วย cobble stone ทางเดินทอดสู่บันไดเล็กๆ หน้าอาคารทรงสมัยใหม่มีสไตล์ตกแต่งด้วยหินปูนสีเทาอ่อน ด้านข้างตกแต่งเป็นน้ำพุเล็กๆ สามบ่อ อาคารสำนักงานบริษัทภายนอกดูเด่นสะดุดตาผู้ผ่านไปมาในซอย
“อาตี๋เบนซ์ดำก็มาแล้ว” อธิคมไม่วายล้อ
อนุภาพนึกถึงผลของการ ‘ทำบุญ’ ตามคำแนะนำของสมบัติแล้วถอนใจ...ถ้ารู้ว่าจะต้องไปจ๊ะเอ๋กับอธิคมตรงทางแยกในซอยเข้าบ้าน เมื่อวานนี้เขาก็อยากเลือกที่จะไม่ ’ทำบุญ’ เสียดีกว่า
อาทิตย์จะว่าอย่างไรหากรู้ว่าเขาได้ฉายาใหม่ว่า “อาตี๋เบ็นซ์ดำ”
อนุภาพกล่าวขอบคุณตามมารยาท สะพายกระเป๋าคอมพิวเตอร์และแฟ้มกระเป๋างานลงจากรถ ก่อนปิดประตูชายหนุ่มเห็นใบหน้านิ่งเฉยของนายตำรวจหนุ่มจอมประชด
นี่เขาแกล้งทำหน้านิ่งๆ เพื่อยั่วเย้ารึเปล่านะ หรือว่าเขาฉุน หรือว่าหึง บ้าจริง คิดอะไรอย่างนั้น - อนุภาพนึกแล้วจึงอดประชดไม่ได้ก่อนปิดประตูรถ
“อย่าเผลอขับรถไปชนท้ายใครอีกนะครับ สงสารเค้า”
อนุภาพหันหลังเดินตรงขึ้นบันไดสำนักงาน
ชายหนุ่มไม่เห็นว่าอธิคมอมยิ้มทันที...เมื่อสักครู่เขาแกล้งทำหน้านิ่ง ผู้กองหนุ่มมองตามจนเขาเดินผ่านประตูกระจกบานใหญ่ ก่อนที่จะเคลื่อนรถออกไป เปิดเพลง นิ้วเคาะพวงมาลัยอย่างเพลิดเพลินอารมณ์ ยิ้มไปตลอดทาง
ร้อยตำรวเอกอธิคมรู้แล้วว่า อนุภาพเองก็ไม่ได้รังเกียจเขาเท่าไรนัก!
..........
อนุภาพเดินผ่านพนักงานต้อนรับ อาทิตย์กำลังยืนคุยกับอาริษา ชายหนุ่มหันหน้ามายิ้มอ่อนๆ ให้อนุภาพซึ่งดูหน้าตาไม่สดใสขัดกับภาพปรกติที่มักจะยิ้มทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้มกว้างตาหยี
ผ่านโต๊ะอธิปกับพจนีย์ทั้งสองทักทายพร้อมยิ้มทะเล้นเหมือนล้อเลียนอะไรซักอย่าง ส่วนสมบัตินั้นชายหนุ่มมองเห็นอยู่ไกลๆ จึงโบกมือทักทาย
อนุภาพวางของบนโต๊ะทำงาน ดึงคอมพิวเตอร์ออกจากกระเป๋าจัดวางให้เข้าที่ สมบัติเดินอมยิ้มเข้ามาในห้อง แกล้งกระแอมดังๆ
“ใคร” สมบัติเปิดฉากถาม
“ใคร อะไรเหรอครับ” อนุภาพตอบ พลางเสียบเมาส์ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์แลบท๊อป ไม่เงยหน้า
“อย่ามาทำไก๋ ใครมาส่ง บอกมาซะดีๆ เขาอยากรู้กัน”
ชายหนุ่มหยุดจัดของบนโต๊ะให้เข้าที่ ยืดตัวตรง เงยหน้าขึ้นมา “อ๋อ มิน่าล่ะ ตอนเดินเข้ามาทำหน้ากันแปลกๆ”
อนุภาพไม่นึกว่าจะมีใครหลายคน “สอดรู้สอดเห็น” กันตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้เกิดจะมีคนมาทำงานเช้าตรู่กันหลายคน
“นี่สงสัยคงเกาะหน้าต่างแอบดูกันเป็นแถวๆ สิ...ใช่ไม๊เจ๊”
“เปล่า อาทิตย์เห็นก่อน พอไอเห็นพ่อหนุ่มน้อยคอตกเลยรีบถลาเข้าไปจะปลอบใจ ยัยพจน์กับอธิปรีบเข้ามาช่วย แล้วยัยจอยก็เลยหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป” สมบัติเล่าเป็นฉากๆ
“บ้าเหรอ ถ่ายรูปด้วยเหรอ บ้ากันไปใหญ่แล้ว” อนุภาพขึ้นเสียง
สมบัติหัวเราะ บอกว่าล้อเล่น แล้วคะยั้นคะยอจะเอาความจริง
อนุภาพอ้ำอึ้ง “เพื่อนมาส่ง” ในที่สุดเขาพึมพำเบาๆ
“เพื่อนคนไหน พี่รู้จักไหม” สมบัติยังไม่ยอมเลิกรา
“ก็เพื่อนนะ พี่ไม่รู้จักหรอก”
“เพื่อนหรือพี่น้องท้องติดหลัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สมบัติล้อทะลึ่ง หัวเราะชอบใจ
“บ้าน่าเจ๊…สัปดน” อนุภาพส่ายหน้า อดหัวเราะกับสมมติฐานของสมบัติไม่ได้
อาทิตย์เดินมาหยุดอยู่ที่ประตูห้องที่เปิดอยู่ เขาเคาะประตูเบาๆ หน้ายังเรียบเฉย
สมบัติรีบเดินออกไป แต่ไม่วายล้อ “ไปหล่ะ ไม่อยากเป็น กอ ขอ คอ”
“คุณตฤณเชิญไปพบครับ” อาทิตย์แจ้งข่าว ตามองไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของอนุภาพ
“ขอบใจนะอาทิตย์” อนุภาพยิ้มบางๆ แล้วนั่งลงหยิบงานออกมาจากแฟ้ม
“คุณตฤณบอกว่าตอนนี้เลยครับ” อาทิตย์ยังพูดอยู่กับเก้าอี้
“ว้า แต่เช้าเลยเหรอ” อนุภาพบ่น “อยากคุยทำไมไม่โทรมา”
อนุภาพลุกจากเก้าอี้เซ็งๆ
เวลาตฤณต้องการพบอนุภาพเรื่องงาน เขาไม่เคยโทรมาเชิญให้ไปพบ เขามักจะบอกให้คนมาตาม และทุกครั้งจะบอกว่าต้องการพบทันที
อนุภาพเดินผ่านอาทิตย์ที่ยังยืนนิ่งที่ประตู เขายิ้มให้ชายหนุ่ม อาทิตย์มองอย่างตัดพ้อ อนุภาพแกล้งทำไม่เห็นแล้วเดินไปตามทางเดินหน้าห้อง อาทิตย์เดินตาม ‘ตาละห้อย’ อย่างที่สมบัติเคยล้อ เพียงแต่ว่าอนุภาพมองไม่เห็นจากข้างหลัง
“เมื่อเช้ารถติดไหมครับพี่นุ” เสียงชายหนุ่มดังตามมา
อนุภาพหันหน้ากลับไปตอบโดยยังไม่หยุดเดิน “ก็ติดเหมือนกัน อาทิตย์ล่ะ” เขาถาม
“ติดครับ” ชายหนุ่มตอบเบาๆ แล้วหยุดยืนนิ่ง “แต่ถึงติดก็ไม่เป็นไร ได้นั่งในรถสบายๆ แอร์เย็นๆ”
อนุภาพนึก อาทิตย์หัดประชดเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?
อนุภาพเลี้ยวซ้ายตรงมุมห้อง มุ่งไปยังฝั่งซ้ายของอาคารซึ่งเป็นฝั่งห้องทำงานของตฤณและผู้บริหารคนอื่น...พี่บั๊ดเรียกว่า “วังหลังของฮ่องเต้”
..........
อนุภาพหยุดยืนหน้าประตูไม้โอ๊ค ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเคาะประตู เอื้อมมือจับลูกบิด
ชายหนุ่มแปลกใจที่ประตูเปิดออกแทบทันทีทันใด ทุกครั้งเขาจะเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไปทันที
ตฤณเปิดประตูแล้วทักทายด้วยยิ้มนิดๆ ที่มุมปากตามแบบฉบับคนหน้าเคร่งอย่างเขา
“มีอะไรแต่เช้าครับ”
อนุภาพเดินตามไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของตฤณ ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าตฤณเปิดม่านหน้าต่างตลอดแนวให้แสงแดดเช้าอ่อนๆ สาดส่องเข้ามา ห้องนี้ดูกว้างขึ้นกว่าที่เคย เกือบทุกครั้งที่เข้ามาตฤณมักจะรูดม่านหน้าต่างเปิดโคมไฟ
สมบัตินินทาว่าห้องนี้เหมือนฮ่องเต้เรียกเข้าไปพิพากษาเตรียมประหาร
“ถ้าคุณตฤณพิพากษาให้โบยพี่ พี่จะไม่ว่าสักคำ”
พี่บั๊ดทำท่าเหมือนทาสยั่วสวาท “แต่ต้องให้อาทิตย์เฆี่ยนนะ แล้วคุณตฤณยืนคุม” แล้วสมบัติก็หัวเราะก๊าก ชายหนุ่มอดเผลอยิ้มไม่ได้
“เช้านี้ดูท่าทางสดชื่นเป็นพิเศษ” ตฤณเดินเข้ามาใกล้ หยุดยืนอยู่ข้างๆ มุมโต๊ะด้านหน้าใกล้กับเก้าอี้ที่อนุภาพนั่งอยู่ เขารู้สึกว่าตฤณดูขรึมกว่าทุกวัน ยิ่งเป็นคนเงียบขรึมอยู่แล้ว ถ้าเช้านี้พนักงานคนอื่นในบริษัทเข้ามาพบก็คงงกๆ เงิ่นๆ ไปตามๆ กัน
“พอดีกำลังนึกถึงอะไรตลกครับ” อนุภาพตอบเสียงเรียบ
ชายหนุมกำลังนึกว่าตฤณจะมาไม้ไหน
เจ้านายหน้าเข้มอ้อมไปนั่งลงที่เก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงาน
“ผมรู้ว่าคุณกำลังยุ่ง แต่ผมมีงานอีกชิ้นอยากขอให้คุณทำ เอ่อ... พาโนวิว คอนโดหรูริมน้ำ มีไทม์ไลน์ไม่มาก” ตฤณยื่นแฟ้มให้
อนุภาพถอนหายใจ
“งานเร่งอีกแล้ว concept แบบที่คุณก็รู้ว่าผมไม่ค่อยถนัด” อนุภาพประท้วง
“ผมรู้ แต่ว่ามันจำเป็น เพื่อนคุณปราการเขาฝากมา เขาไว้ใจเรา และขอร้องขอให้เราช่วยทำด้วย แล้วตอนนี้คุณก็รู้ว่าผมกำลัง short of staff” ตฤณอธิบายเสียงเรียบ
“You are the best นะครับ” ตฤณชมอีกแล้ว...ชมแบบบังคับ
“อีกหน่อยก็ได้คนมาแทนคุณกี้แล้ว หลานคุณอาวิทวัสกำลังจะกลับจากอเมริกา เก่งทีเดียว” ตฤณปลอบ
“ผมจะทำงานนี้ แต่คุณสัญญาได้ไหมว่าอย่างน้อยอีกสองสามโปรเจ็คต่อไป ของานที่เป็นสไตล์ผม”
“เอาหล่ะ ผมสัญญา”
ทั้งสองนั่งคุยเรื่องงานอีกชั่วครู่แล้วอนุภาพก็ขอตัวกลับไปทำงาน
“รถยังซ่อมไม่เสร็จอีกหรือ” ตฤณถามขึ้นมาขณะที่อนุภาพกำลังเอื้อมมือจับลูกบิดประตู
ตฤณก็เป็นอย่างนี้ คุยเรื่องงานจริงจัง พอเขาจะออกจากห้อง จู่ๆ ก็จะโพล่งเรื่องส่วนตัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาตั้งตัวไม่ติด
“ยังครับ คงอีกสักอาทิตย์กระมัง”
“เอารถผมไปใช้ก่อนสิ” ตฤณพูดเร็วๆ
“ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ ผมไม่อยากรบกวน”
“ผมมีรถสองคัน ไม่รบกวนหรอก” ตฤณยืนกราน เดินตามมาที่ประตู “ตอนเช้ามาทำงานลำบาก รถผมอีกคันก็จอดทิ้งอยู่เฉยๆ เอาคันบีเอ็มของผมไปใช้”
อนุภาพแปลกใจ ทำไมใครๆ จึงห่วงเรื่องเขามาทำงานตอนเช้ากันนัก จริงอยู่ไม่มีรถใช้เขาไม่สะดวกในการเดินทางไปกลับ และไปไหนมาไหน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสจนทนไม่ได้ แล้วนี่อยู่ดีๆ ตฤณก็มาเสนอให้เอารถของเขามาใช้ เขามีรถสองคัน เบ็นซ์คันใหญ่สีดำ และบีเอ็มดับเบิลยูเอ็กซ์ไฟว์
อนุภาพอดสะดุ้งไม่ได้เมื่อตฤณเสนอ “เอาคันบีเอ็มของผมไปใช้”
หรือเขาเห็นว่ามีคนขับบีเอ็มดับบลิวมาส่งเขาเมื่อเช้า ตฤณจงใจพูดหรือเปล่า?
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่นั่งแท๊กซี่ No big deal” ชายหนุ่มยักไหล่ เปิดประตู ก้าวเดินออกจากห้อง
บางครั้งเวลาคุยกับตฤณเขาใช้ภาษาไทยปนภาษาอังกฤษอยู่บ่อย โดยเฉพาะเวลาที่ถกเถียงกัน
“Really, I meant it”
“Seriously, I mean it too.” อนุภาพยิ้มให้แล้วหันหลังกลับไปตามทางเดินกลับออฟฟิส
ตฤณยืนมองด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย
เขาเห็นอนุภาพก้าวลงจากรถสปอร์ตบีเอ็มดับบลิว Z6 ที่หน้าบริษัท ชายหนุ่มยังยืนคุยอยู่กับคนที่อยู่ในรถชั่วครู่ก่อนจะปิดประตู เขามองไม่เห็นคนขับเพราะฟิล์มกรองแสดงหน้ารถที่สะท้อนกับแสงแดด
เขาใจหายบอกไม่ถูก ความรู้สึกลึกๆ ในใจเขาบอกตัวเองว่า ระยะระหว่างเขากับอนุภาพที่ห่างกันอยู่แล้วยิ่งห่างกันออกไปอีก
เขาฉุนตัวเองนักที่แอบชอบใครสักคนและคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของคนๆ นั้น เขาก็คงไม่ต่างจากจากอาทิตย์ที่แอบชอบอนุภาพเหมือนกัน แต่อนุภาพก็คงไม่มีวันที่จะตอบรับความสัมพันธ์
อาทิตย์มีภาษีดีกว่าเขาที่ทำงานใกล้ชิดกันมากกว่า และเปิดเผยความรู้สึกต่ออนุภาพได้มากกว่า ส่วนเขาที่เป็นเจ้านายแล้วไปชอบลูกน้อง ดูไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
ตฤณอดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่ออนุภาพลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวอย่างที่เขาเคยแอบได้ยินชายหนุ่มคุยกับสมบัติ ถึงตอนนั้นไม่ได้เป็นเจ้านายกับลูกน้องกันแล้ว เขาจะมีโอกาสที่ดีขึ้นกว่านี้หรือไม่
บทที่ 6
เช้าวันถัดมา ตฤณมอบหมายงานใหม่ให้อนุภาพ เป็นโฆษณารถกระบะยอดนิยมอันดับสามของประเทศที่เพิ่งจะออกรุ่นใหม่
“ผมรู้ว่าคุณงานยุ่ง แต่โปรเจ็คนี้เรามีเวลาไม่มาก คุณฤดีก็ท้องสี่เดือน เริ่มจะทำงานช้าลง ผมให้อยากให้คุณช่วย”
“แต่งานแบบนี้ไม่ใช่สไตล์ผม” อนุภาพแย้งเสียงเนือยๆ
“ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบสไตล์แบบนี้ แต่ว่าผมมองไม่เห็นใครจริงๆ” เขาจ้องหน้าชายหนุ่มเหมือนจะอ้อนวอนแกมบังคับ...ตฤณรู้ว่างานโฆษณารูปแบบนี้อนุภาพไม่ถนัด
พักหลังๆ ตฤณมักจะมัดมือชกอยู่บ่อยๆ อนุภาพเห็นใจฤดีที่คงไม่สะดวกถ้าต้องทำโปรเจ็คนี้ตอนกำลังเริ่มตั้งครรภ์ท้องแรก...อย่างน้อย...ฤดีก็เคยช่วยงานเขาหลายครั้ง
ตฤณอธิบายรายละเอียดเบื้องต้นให้อนุภาพไปตามงานจาก AE และให้สรุปแผนดำเนินการภายในสามวัน
“แต่ผมมีโฆษณาบัตรเครดิตต้องพรีเซ้นท์ต้นอาทิตย์หน้า” อนุภาพแย้ง
“ผมรู้ว่าคุณทำได้…You are the best”
ตฤณชม ใช้ไม้ตาย อนุภาพยิ้มรับคำแล้วกลับออกมารายงานสมบัติ
“ชมแบบบังคับทางอ้อม ฮ่องเต้สั่ง สนมก็ต้องทำ” สมบัติจีบปากจีบคอ
อนุภาพแย้ง “ผมไม่ใช่สนม”
“เออจริง ไม่ใช่สนม ลืมไป เขาอยากได้ยูเป็นฮองเฮา แต่ยูเล่นตัวเหลือเกิน ทำไมไม่เป็นเราวู๊ย...จะรีบพลีกายให้ฮ่องเต้” สมบัติหัวเราะเสียงระรื่น
“บ่ายนี้เรียกประชุมเลยนะ concept ว่าไง” สมบัติเป็นงานเป็นการ
“ให้ภาพลักษณ์เข้าถึงประชาชน ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม ตัวแสดงเป็นตำรวจใช้รถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สร้างคุณค่าให้ท้องถิ่น ไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด ตำรวจไม่ย่อท้อ แม้นอกเวลาราชการก็ยังช่วยเหลือประชาชนในงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานประจำ” อนุภาพอธิบายคร่าวๆ
“โห ให้กรอบมาอย่างนี้เลยเหรอ นี่ creative เราเลยไม่ต้องใช้ความคิดอะไรเลย”
“มองอีกอย่างก็ดีนะพี่บั๊ด ประหยัดเวลาเราตั้งเยอะ ให้คอนเส็บที่ชัดมาขนาดนี้ ก็ทำได้ง่ายขึ้น ที่จริงรับงานมาต่อจากฤดี ท้องสี่เดือนอาจไม่ไหว เวลามีเหลือไม่มาก คุณตฤณให้ฤดีไปทำงานเบาๆ”
“แล้วให้เราออกไปทำโฆษณาลูกทุ่ง” สมบัติไม่ค่อยชอบออกต่างจังหวัด เขาชอบงานโฆษณาที่ถ่ายทำในสตูดิโอ หรือกรุงเทพฯ หรือชิ้นที่มีตัวแสดงเป็นนายแบบวัยรุ่นหรือใช้ดาราหน้าตาดีมากกว่า
ในช่วงบ่าย อนุภาพประชุมวางแผนกับทีมงาน พจนีย์กับอธิปดีใจที่จะได้ออกต่างจังหวัด สองคนนั้นชอบเที่ยว อาทิตย์ได้รับหน้าที่สำคัญ คือ ควานหานายแบบจากโมเดลลิ่งมาแสดงเป็นตำรวจ ชายหนุ่มรับหน้าที่แบบเนือยๆ
“ทำไมผมได้รับงานยาก โมเดลลิ่งที่เราใช้ประจำมีแต่นายแบบสวยๆ ทั้งนั้น”
ทั้งหมดหัวเราะก๊าก เพราะเป็นประเด็นที่เอามาล้อกันจนเป็นเรื่องสนุกประจำบริษัท
“ไม่แน่นะ ถ้าไม่ได้จริงๆ เราอาจใช้ตำรวจจริงที่เราสนิทสนมอยู่” สมบัติจีบปากจีบคอพูดลอยหน้าลอยตา
เมื่อเลิกประชุม สมบัติกระซิบกระซาบอนุภาพ “นักแสดงตำรวจไม่ต้องหาใครที่ไหน ยูมีคนใกล้ตัวอยู่ จีบผู้กองเป็นนายแบบสิ แบบว่าแลกกับค่าซ่อมรถ ฮิ ฮิ ประหยัดกว่าตั้งเยอะ”
“เจ๊ เลิกล้อเล่นได้แล้ว”
“นี่อยากเห็นหน้าผู้กองยอดรักจังเลย ว่าจะหล่อล่ำน่าหม่ำขนาดไหน ท่าทางคงจะคมเข้มไม่เบา ห้าวๆ แมนๆ เท่ๆ ฮื่อ...” สมบัติทำท่าฝันหวานเดินล่องลอยออกไปจากห้องประชุม
อาทิตย์รีบเดินเข้ามาคุยกับอนุภาพ
“พี่นุครับ เย็นนี้ผมไปส่งไหมครับ เห็นว่ารถยังอยู่ที่อู่” ชายหนุ่มยิ้มกว้างอวดฟันขาว ดวงตายาวรีเล็กหยี
“ไม่เป็นไรอาทิตย์ พี่นั่งแท๊กซี่ไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง อาทิตย์ไม่ต้องลำบากหลอก” อนุภาพยิ้ม เริ่มเดินออกจากห้องประชุม
อาทิตย์เดินตาม “ผมไปธุระที่ทองหล่อ นัดเพื่อนไว้ ผมไปส่งพี่ไม่เห็นลำบากเลย แค่นี้เอง ไม่ต้องเปลืองเงินค่าแท๊กซี่”
“เดี๋ยวเพื่อนรอ” อนุภาพพยายามหาเหตุผล
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ซีเรียส เพื่อนมันรอได้อยู่แล้ว นะครับ พี่นุ ผมอยากไปส่งพี่บ้าง” อาทิตย์รุก อนุภาพแปลกใจ
วันนี้อาทิตย์ใจกล้ากว่าทุกครั้ง
อนุภาพนึกถึงคำพูดของสมบัติ “สงสารเด็กมัน ยูก็ทำบุญกับเด็กมันหน่อย ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของอาทิตย์”
อนุภาพรู้ว่าเขาปฏิเสธความหวังดีของอาทิตย์มามากแล้ว บางทีลองทำตามที่พี่บั๊ดแนะนำบ้างก็คงไม่เสียหาย แต่ใจหนึ่งเขากลัวว่าอาทิตย์จะถลำลึกมากกว่านี้ว่าเขาเริ่มเปิดใจให้ เมื่อมีครั้งแรกก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม อาทิตย์อาจจะใจกล้ารุกคืบมากขึ้น
“หรือว่าพี่ไม่อยากให้ผมไปส่งจริงๆ” อาทิตย์ตัดพ้อ หน้าเริ่มเสีย ตีหน้าเศร้า
“ปล่าว พี่แค่ไม่อยากรบกวนใครเท่านั้นเอง” อนุภาพอธิบาย
“ไม่รบกวนหรอกครับ ผมแค่เห็นว่าไหนๆ ผมก็ไปทองหล่อ แล้วบ้านพี่ก็อยู่ถัดไปไม่กี่ซอย ผมก็เลย...” อาทิตย์ก้มหน้า
แกล้งตีหน้าเศร้า หรือเป็นจริงๆ นี่ อนุภาพอดคิดไม่ได้ เอาเถอะทำบุญสักครั้ง อย่างที่พี่บั๊ดเพียรแนะนำ
“งั้นก็ได้ แต่พี่ขอออกช้าซักสิบห้านาทีนะ” อนุภาพตัดสินใจ
“ครับ ครับ ครับ เดี๋ยวผมรีบไปเคลียร์งานก่อนนะครับ” อาทิตย์ระร่ำระรัก เปลี่ยนอารมณ์บนใบหน้ายิ้มกว้างตาหยีเช่นเคย รีบเดินผลุนผลันกลับไปที่โต๊ะทำงาน
อนุภาพมองตามหลัง อาทิตย์เป็นชายหนุ่มที่น่ารัก จะว่าไปเขาไม่มีข้อบกพร่อง อาทิตย์ตั้งใจทำงาน เรียนรู้ได้เร็ว ทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัธยาศัยดี รูปลักษณะภายนอกไม่มีที่ติ - หน้าตาหล่อเหลายิ่งกว่าดาราวัยรุ่นส่วนมาก ผิวขาว คิ้วเข้ม จมูกโด่งคม สาวแท้และสาวเทียมคลั่งไคล้เขาทุกคน เขาแสดงออกอย่างแจ้งชัดว่าชอบอนุภาพ
แต่ทำไมเขาไม่เคยมีความรู้สึกวูบวาบเอาเสียเลย อนุภาพเฝ้าถามตัวเอง
..........
เลิกงานแล้วอนุภาพเดินออกมาจากห้อง สมบัติยืนรอใกล้ประตูทางออก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“แหมวันนี้ยูได้บุญเยอะนะ อาทิตย์กำลังปูพรมแดงรอยูหน้าบริษัทแล้วหล่ะ ราชรถจอดเทียบรออยู่โน่น” สมบัติบุ๊ยปากไปที่ลานจอดรถหน้าอาคาร
อาทิตย์ยืนรออยู่ข้างรถ หน้าตายิ้มแย้ม
“จะให้พ่อสุริยาน้อยมาช่วยถือของไหมอนุภาพ” สมบัติยังล้อเลียน
อนุภาพส่ายหน้า กล่าวอำลาเพื่อนรุ่นพี่แล้วเดินตรงไปที่ราชรถสปอร์ตสองประตู เบ็นซ์เอสแอลเคสีดำหรู
ฐานะที่บ้านของอาทิตย์ร่ำรวย อย่างเขาไม่ต้องทำงานก็ดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายเพราะคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูกชายคนสุดท้องทุกอย่าง “ตี๋เข้ม” อย่างอาทิตย์นั้นเป็นดาราได้สบายๆ แต่ชายหนุ่มต้องการหาประสบการณ์ทำงานด้วยตัวเอง เขาให้เหตุผลที่ทำงานที่บริษัทนี้เพราะว่า “ทุกคนดีกับผมเหลือเกิน”
แต่สมบัติเติม “โดยเฉพาะพี่นุ” แล้วหัวเราะคิกคัก
อาทิตย์บอกว่าเขาต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เขาใฝ่ฝันว่าสักวันจะเป็นเจ้าของบริษัทโฆษณา
“พี่นุหิวข้าวไหมครับ” อาทิตย์ยิ้มกว้างตามแบบฉบับ
อานุภาพส่ายหน้าแล้วบอกว่าตอนเย็นทานแค่สลัด ทำทานเองที่บ้าน แล้วต้องทำงานต่อ
“พี่นุพักบ้างนะครับ ผมเป็นห่วง” อนุภาพกำลังคิดว่าอาทิตย์เริ่มกล้าขึ้นมากกว่าเดิม
บางทีให้อาทิตย์ไปส่งเย็นนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก คราวต่อไป อาทิตย์ต้องเซ้าซี้เขาอีกแน่ อาจจะกล้าแสดงออกอะไรต่ออะไรมากกว่าเดิม แต่เอาเถอะ แค่ให้ไปส่ง ไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก อย่างน้อยก็ไปส่งคอนโดหลอกๆ อย่างที่เขาทำกับผู้กองอธิคม
ผู้กองอธิคม...ภาพของนายตำรวจหนุ่มตัวดีผุดขึ้นในความคิด
อาทิตย์ชวนคุยตลอดทางที่ขับรถ ชายหนุ่มเป็นคนคุยเก่ง ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป อนุภาพคุยกับอาทิตย์และหัวเราะอย่างสนุกสนาม ส่วนมากเป็นเรื่องตลกจากการที่ทำงานด้วยกัน
เมื่อถึงทางแยกกลางซอย รถคันหรูของอาทิตย์ชะงัก เพราะเป็นจังหวะเดียวกับรถสปอร์ตบีเอ็มดับบลิวสีบรอนซ์คันงามโผล่ออกมาทางด้านซ้าย เขาเหยียบเบรคตัวโก่งพร้อมๆ กับรถอีกคัน กันชนหน้าของรถสปอร์ตหรูสองคันจ่อชิดกันฉิวเฉียด โชคดีที่ไม่ชน อาทิตย์ถอนหายใจ
อนุภาพหันไปมองรถคู่กรณีโดยสัญชาตญาณ
ผู้กองอธิคม เขาอุทานในใจ
ผู้ชายตัวโตคนนั้นในที่นั่งคนขับ ใส่เสื้อสีขาว ยิ้มกว้างให้ ยักคิ้วแผล่บๆ ทำหน้าทะเล้น
อนุภาพกระพริบตาช้าๆ แล้วหันหน้ากลับมามองตรงไปข้างหน้า อาทิตย์ก้มหัวให้เป็นการกล่าวขอบคุณแล้วพุ่งรถไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
อนุภาพไม่รู้เลยว่านายตำรวจหนุ่มตีความหมายกิริยาของเขาว่า “ค้อน ทำเมิน ร้อนตัวที่เราเห็นว่ามากับหนุ่ม”
อนุภาพนึกถึงสมบัติ และคำแนะนำให้ “ทำบุญ”
เขาถอนหายใจเบาๆ “ทำบุญ” วันนี้แทนที่จะได้บุญ กลับซวยจริงๆ เพราะเขารู้ว่านายตำรวจจอมกวนคนนั้นต้องเอาเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ที่ทางแยกไปยั่วเย้าเขาแน่ๆ
..........
ทุกวันก่อนเที่ยง อนุภาพจะได้รับโทรศัพท์จากร้อยตำรวจเอกอธิคม โทรมารายงานถึงความคืบหน้าของการซ่อมรถ แล้วชวนเขาคุยเสียยืดยาวเรื่อง “อุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ”
ผู้กองช่างพูดบอกชายหนุ่มว่า “อย่าคิดว่ารถผมชนท้ายรถคุณสิครับ ขอให้คิดว่ามันคืออุบัติเหตุ…ไม่งั้นมันทำให้ผมรู้สึกผิดนะครับ ทำให้คนอื่นทุกข์ บาปนะคุณ”
ตกลงเขาผิดหรือนี่ อนุภาพถอนหายใจแทบทุกครั้งที่เถียงกันเรื่องรถ
“ถก...อย่าเรียกว่าเถียงเลยครับ” คนเจ้าปัญหาเคยให้เหตุผล แล้วการสนทนาก็จบลงด้วยคำถามที่ว่าไปทานข้าวที่ไหน กับใคร
“สรุปแล้ว คุณไปทานข้าวที่เดิมๆ กับคนเดิมๆ ทุกวันเลยหรอ” นายตำรวจหนุ่มตั้งคำถาม
อนุภาพบอก ถ้าทานข้าวที่ไหนแล้วอร่อย บรรยากาศดี มีความสุข ไม่มีคนกวนใจ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยน
“ว้า สรุปแล้ว ก๋วยเตี๋ยวหน้าเซเว่นคงไม่อร่อย”
วันนี้ก็เหมือนทุกวัน โทรศัพท์บนโต๊ะของเขาดังขึ้นประมาณสิบห้านาทีก่อนเที่ยงขณะที่อนุภาพกำลังวุ่นวายอยู่กับการเลือกรูปภาพของนายแบบ ร้อยตำรวจเอกอธิคมอยู่ในสาย น้ำเสียงรื่นเริงเช่นเคย เขาโทรมาสอบถามว่า อนุภาพเดินทางมาทำงานอย่างไร
“ผมกลัวว่าคุณจะเดินทางลำบาก” อนุภาพยังจำที่อธิคมพูดได้
“ขึ้นแท๊กซี่ก็เปลืองเงินนะ แล้วขากลับมีคนไปส่งที่บ้านหรือเปล่าครับ...เราอยู่ซอยเดียวกัน คุณติดรถผมไปทำงานก็ได้ คิดราคาไม่แพง” เขาเสนอ
อธิคมวางสายไปแล้ว อนุภาพนั่งนิ่งมองโทรศัพท์ เสียงของนายตำรวจหนุ่มยังดังก้องอยู่ในหู ‘วันละสองร้อยบาทเอง ถ้าแวะหาอะไรทานก่อนกลับบ้าน ผมเป็นคนจ่ายก็ได้’...สองร้อยบาท...ค่าจ้างที่เขาคิดตอบแทนไปรับไปส่ง
ชายหนุ่มส่ายหน้า ทั้งฉุน ทั้งขำ...นี่เขาจะต้องคุยกับนายตำรวจคนนี้อีกนานเท่าไหร่?
...........
อนุภาพลงจากแท๊กซี่ ก้าวฉับๆ เข้ามาในบริษัท เหงื่อผุดเต็มหน้า วันนี้อากาศร้อนกว่าปรกติ โชคร้ายนั่งแท๊กซี่ที่แอร์เกิดจะมาเสียกลางทาง ชายหนุ่มโยนวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะ และตัดสินใจว่าจะต้องโทรไปสอบถามที่อู่ เขาอยากรู้ว่าจะได้รถเมื่อไหร่
“โหพี่ ยังไม่เสร็จหรอกครับ นี่แค่อาทิตย์เดียว ยังต้องดึงตัวถัง ต้องเคาะ ต้องขัดสี แล้วอีกตั้งหลายอย่าง มันใช้เวลานะครับ”
อนุภาพเร่ง “เร่งไม่ได้เหรอช่าง ผมจำเป็นต้องใช้รถ”
น้ำเสียงอีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิด “ลูกค้าทุกคนต้องรีบทั้งนั้นพี่ ผมต้องทำตามคิว”
อนุภาพวางโทรศัพท์อย่างอ่อนใจ นึกถึงใบหน้ากวนๆ ของนายตำรวจหนุ่ม ว่าถ้าไม่ถูกชนท้าย ก็ไม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์นี้ ไม่ต้องเอารถไปเข้าอู่ไกลแสนไกล
อนุภาพพาลนึกถึงอธิคมที่เกิดจะต้องมาขับรถชนท้ายเขา…
เหมือนจะรู้ว่าชายหนุ่มต้องการที่จะต่อว่า มือถือของเขาดังขึ้น ปลายเสียงคือจำเลยตัวดีนั่นเอง
“วันนี้ผมถามที่อู่ เขายังซ่อมรถไม่เสร็จเลย” อนุภาพได้ทีต่อว่า
“โถคุณ นี่เพิ่งอาทิตย์เดียว ไม่เสร็จเร็วขนาดนั้นหรอกครับ” นายตำรวจหนุ่มแก้ตัว
“ก็ไหนคุณว่าอู่นี้รู้จักกัน จะทำให้เป็นพิเศษ”
อธิคมหัวเราะแหะๆ “อู่เขาคงมีรถเข้ามาเยอะ ก็เลยเร่งงานไม่ค่อยได้
“ผู้กองพูดเหมือนที่อู่เมื่อกี้เลย ผมเพิ่งโทรไป เขาพูดเหมือนกันอย่างนี้หล่ะ” อนุภาพประชด กระแทกเสียง
อธิคมรีบออกตัว “ก็ผมเพิ่งคุยกับอู่เหมือนกันนี่ครับ เฮียชัยบอกว่าจะรีบทำให้”
อนุภาพกลับ “ถามเมื่อไหร่”
นายตำรวจผู้กลายเป็นจำเลย เกาหัว อ้ำอึ้งตอบเสียงอ่อยๆ “เมื่อวาน แต่คุณไม่ต้องห่วง ถ้ารถไม่เสร็จภายอาทิตย์นี้ ผมแวะรับคุณไปทำงานก็ได้ บริการฟรี”
“ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ ผมไปทำงานเจ็ดโมงทุกวัน ผู้กองคงตี่นทัน” ชายหนุ่มประชด
“อ้าว มาหาว่าผมตื่นสาย” ปลายสายประท้วง “ตอนเช้าวันนั้นที่รถเราชนกัน…”
“คุณชนท้ายรถผม” อนุภาพแทรก แก้ไขคำพูดให้ถูก
“ครับๆ วันที่เกิดอุบัติเหตุผมชนท้ายคุณ…ตอนนั้นผมก็กำลังออกจากบ้านไปทำงานเหมือนกันนะครับ...เห็นไหม เราไปทำงานเช้าพอๆ กัน” เขาเน้นย้ำคำพูด ทำให้อนุภาพนึกขวาง...ใบหน้ายิ้มๆของเขาในมโนภาพทำให้ชายหนุ่มอดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาจงใจล้อเลียน
“วันนั้นไม่ได้เรียกว่าเช้า วันที่คุณขับรถชนท้ายรถผม ผมไปทำงานสายกว่าปรกติ... แปดโมงสามสิบห้านาที” อนุภาพเน้นคำพูดเหมือนกัน
“อ๋อ ตื่นสาย” เขาทำเหมือนเข้าใจ
“ไม่ใช่ ผมเพียงแค่ออกไปทำงานสาย”
“คนออกไปทำงานสายก็หมายความว่าตื่นสายสิครับ” เขายังท้วง
“ไม่ใช่...” อนุภาพลืมตัว กระแทกเสียง
นี่เขาต้องมาเถียงเรื่องนี้ทำไม...ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่า เขาจงใจพูดกวนอารมณ์
“เอาเถอะ ยังไงคุณก็มารับผมไปทำงานตอนเจ็ดโมงเช้าทุกวันไม่ได้หรอก ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ” ชายหนุ่มตัดบท ปรามาสว่าคนท่าทางเจ้าสำราญขี้เล่นอย่างเขาคงดีแต่พูดเล่นสนุกสนาน
“อย่าท้าผมนะ ผมไปรับคุณได้เจ็ดโมงตรงเป๊ะทุกวันจนกว่ารถคุณจะเสร็จ ถ้าผมทำไม่ได้ ผมยอมเติมน้ำมันรถให้คุณเป็นเวลาหกเดือน พนันกันไหมล่ะ” ปลายสายท้า
อนุภาพกรอกตา ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจที่รถนายตำรวจไม่มีประกัน ถ้ามีประกันชั้นหนึ่ง ป่านนี้ทุกอย่างก็จบ - เขาเอารถเข้าศูนย์ ประกันจ่าย ถึงเวลาก็ไปรับรถ ศูนย์ซ่อมรถยี่ห้อของเขาอยู่ใกล้บ้าน บริการรวดเร็วเยี่ยมยอด
ชายหนุ่มอดบ่นไม่ได้ “รถของคุณก็หรู ไม่มีประกันได้ยังไง ถ้ามีประกัน ป่านนี้ผมเอารถเข้าอู่ของผมได้แล้ว อยู่ในซอยใกล้บ้าน ไปนั่งเฝ้าทุกวันยังได้”
อธิคมรีบแก้ตัว “รถมันขาดประกันครับ ผมงานยุ่งไม่ได้ต่อ ใครจะไปรู้ประกันขาดสองสามวันก่อนไปชนท้ายคุณ”
“ช่างเถอะ ถือว่าเป็นเวรกรรมของผม” อนุภาพถอนหายใจ
“ผมว่าเป็นฟ้าลิขิตมากกว่า” อธิคมไหลไปตามน้ำได้เรื่อยๆ
อนุภาพนึกภาพไปถึงหน้านายตำรวจหนุ่มที่ทำหน้ายิ้มๆ อารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเขานึกว่า จะมีสักครั้งไหมที่อธิคมขมวดคิ้วทำหน้าดุ เพราะทุกครั้งที่พบ นัยน์ตาคมกริบนั้นก็เหมือนจะยิ้มได้ทุกครั้งที่เขายั่วเย้า นัยน์ตาคู่นั้นเต้นระริกเหมือนจะพูดได้แทนปาก
“ฮัลโหล ฮัลโหล” เสียงจากปลายสายดังขึ้น
อนุภาพรู้สึกตัวหลังจากลืมตัวไปชั่วครู่ ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
“เอาอย่างนี้แล้วกัน คุณเขียนแผนที่ให้ผม แล้วต้นอาทิตย์หน้าผมจะตามไปเร่งที่อู่ ไปดูว่าทำไปถึงไหน เฮียชัยเขาคงเข้าใจผมบ้างหล่ะ เขียนแผนที่แล้วส่งแฟกซ์มาที่...”
“คุณครับ ไม่ต้องขนาดนั้น แต่ถ้าคุณอยากไปดูจริง เดี๋ยวผมอาสาพาไป” นายตำรวจหนุ่มต่อรอง
“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร ผมจะโทรไปที่อู่ขอให้เขาส่งแผนที่มาก็แล้วกัน”
อนุภาพไม่ง้อ
อธิคมรีบส่งเสียงมาตามสาย “เถอะน่าคุณ ผมพาไป สบายกว่าตั้งเยอะ ถึงจะมีแผนที่ แต่ถ้าหลงทางหล่ะ แท๊กซี่ก็หาลำบากจำไม่ได้เหรอ เกิดเจอฝนกลางทางแล้วเรียกแท็กซี่ไม่ได้ แท๊กซี่พาหลง เดี๋ยวถูกลวงไปทำอะไรต่ออะไร ใครจะตามไปช่วย”
“บ้าเหรอ ผมเป็นผู้ชายนะ แท๊กซี่จะมาทำยังงั้นได้ยังไง” อนุภาพฉุน
“ทำอะไร”
“ก็ทำอะไรอย่างที่คุณคิด...ทะลึ่ง” อนุภาพตอบ
“อ้าวคุณคิดทะลึ่งเหรอ...ผมหมายความว่าแท๊กซี่ลวงไปปลดทรัพย์ ไปปล้นต่างหาก” อธิคมพูดเสียงจริงจัง “แล้วคุณคิดว่าอะไร”
อนุภาพหมดคำพูด “...”
อธิคมชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย
อนุภาพอ่อนใจกับเหตุผลสารพัดที่ผู้ช่วยเหลือสันติราษฏร์ยกขึ้นอ้างเจื้อยแจ้วอยู่ในสายโทรศัพท์ คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องลำบาก นั่งรถไปอย่างเดียว แต่อาจต้องอดทนกับคารมคมคายของผู้ชายคนนี้สักหน่อย อนุภาพคิดไปหลายอย่าง จึงตกลงคิดเปรียบเทียบด้านบวกกับด้านลบแล้วก็เห็นว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่มีสารถีขับรถให้นั่ง ‘คนผิดก็ต้องรับผิดชอบสิ’
“ถ้ายังงั้น บ่ายวันเสาร์ก็แล้วกัน” อนุภาพนัดเวลา
อธิคมแย้ง “ผมว่า บ่ายวันทำงานดีกว่าครับ เพราะบ่ายวันเสาร์เร็วไป เมื่อวานนี้ งานที่เขาทำกับรถอาจจะยังไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน”
แต่อนุภาพแย้งว่า “บ่ายวันทำงานผมยุ่ง จะให้ลางานไปที่อู่หรือยังไง”
อธิคมต่อรอง “ก็คุณออกจากออฟฟิสเร็วขึ้นสักชั่วโมง ไปถึงอู่ตอนห้าโมง อู่เขาปิดหกโมงเย็น มีเวลาทัน”
อนุภาพไม่อยากไปเวลาฉิวเฉียดอย่างนั้น เพราะขากลับหมายความว่าจะเป็นเวลาอาหารเย็นตอนหกโมง และนายตำรวจหนุ่มคงหาข้ออ้างชวนแวะทานข้าวและยื้อเวลากลับเข้าเมืองช้าเหมือนครั้งที่แล้ว
“คุณไม่ต้องห่วง คราวนี้เราไม่ติดฝนรอแท๊กซี่อีกแล้ว เพราะเราขับรถไปเองนี่ครับ” อธิคมรีบดักคออย่างรู้ทัน
“แล้วสัญญาว่าคราวนี้ผมเลี้ยงอาหารดีๆ รับรองไม่เลี้ยงแค่ก๋วยเตี๋ยวหน้าเซเว่น”
พิลึกคน อธิคมกำลังอ่านใจเขาอยู่...อนุภาพนึกในใจ
ในที่สุดนายตำรวจหนุ่มก็สรรหาเหตุผลมาอธิบายให้อนุภาพฟังจนชายหนุ่มอ่อนใจ ตกลงว่าจะไปที่อู่ด้วยกันบ่ายวันพุธ เขาต้องออกจากออฟฟิสก่อนเวลาชั่วโมงครึ่ง ตอนบ่ายสามโมง ทั้งที่งานยุ่งแต่อนุภาพก็ต้องไป...ไปให้เห็นกับตา
บทที่ 5
เริ่มต้นของความสัมพันธ์
พอพ้นสภาพจอแจของถนนในกรุงเทพฯ รถสปอร์ตสีแดงทะยานขึ้นทางด่วน ใช้ความเร็วปานกลาง ขับมุ่งหน้าตรงไปยังถนนรามอินทรา เมื่อลงทางด่วน อธิคมใช้เส้นทางซอยวัชรพลตรงไปอีกประมาณเจ็ดกิโลเมตร รถเริ่มบางตาเพราะขณะนี้กำลังมุ่งหน้าออกนอกเมือง สองข้างทางเป็นตึกแถวสลับกับทุ่งหญ้าคาโล่ง
อนุภาพสงสัยว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางอีกนานเท่าใด ครั้งล่าสุดที่เขาถามนายตำรวจหนุ่ม อธิคมได้แต่พูดว่า “อีกไม่ไกลครับ อีกแป๊บเดียวก็ถึง”
บ่อยครั้งเข้า ชายหนุ่มเลยขี้เกียจจะสอบถามอีกเพราะคิดว่าคงจะได้คำตอบเหมือนเดิม
อนุภาพนึกฉุนอยู่ในใจว่า ทำไมอู่ซ่อมรถของเพื่อนที่รู้จักกันของอธิคมจึงอยู่ไกลนัก ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจว่า คิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมเอารถไปซ่อมที่อู่นี้ บางทีอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก หากจะต้องนึกถึงความสะดวกตอนมารับรถ
ผ่านทุ่งหญ้ากว้างทางด้านซ้ายมือ อธิคมเริ่มชะลอรถ และเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ เขาขับรถตรงไปอีกประมาณสองกิโลเมตร สองข้างทางนั้นแทบไม่มีตึกแถวหรือร้านรวงทำธุรกิจอะไรเลย
ชายหนุ่มนึกอยู่ในใจว่าถ้าอธิคมจะเอาตัวมาฆ่าเหมือนอย่างที่พูดเล่นเมื่อตอนขึ้นรถ เขาก็คงจะสูญหายไปจากโลกนี้โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องรู้ราวเป็นแน่แท้
ขณะที่คิด อนุภาพเผลอหันหน้าไปมองคนขับโดยไม่รู้สึกตัว
อธิคมพูดว่า “ถึงแล้วครับ” เหมือนจะเข้าใจว่าอนุภาพหันหน้าไปถามว่า “เมื่อไหร่จะถึง”
เขาจอดรถหน้าอู่ซ่อมรถที่มีหลังคาโครงเหล็กสูงประมาณตึกสองชั้น อู่นี้ใหญ่พอสมควร ไม่น่าเชื่อว่านอกเมืองจะมีอู่ซ่อมรถใหญ่ขนาดนี้
เมื่อเดินเข้าไปในอู่ เขาเห็นว่ามีเพดานสูง บริเวณกว้างใหญ่เกินคาด รถรอซ่อมจอดเรียงราย ทั้งเก๋ง รถตู้ เอ็สยูวี กระบะโฟรวิลล์ พนักงานหลายคนกำลังทำงานของตนอย่างขะมักเขม้น
อธิคมผายมือเชิญอนุภาพไปที่ห้องรับรองลูกค้าที่อยู่ทางด้านข้างใกล้กับห้องอบสี อนุภาพตรงลิ่วไปที่สำนักงาน เมื่อเปิดประตูเข้าไป พนักงานต้อนรับเชิญให้ทั้งสองนั่งรอผู้จัดการสักครู่ เธอพูดว่า “เดี๋ยวเฮียมาค่ะ”
ไม่นานนัก ชายอายุสามสิบปลายๆ เดินเข้ามาแนะนำตัวเอง เฮียสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตร ผิวขาวซีด ดวงตายาวรีแบบคนไทยเชื้อสายจีน จมูกโด่งคม ปากบางเฉียบ สวมเสื้อยืดสีเทาลายขวางดำ กางเกงยีนส์สีซีด สวมสร้อยคอทองคำเส้นโต นาฬิกาข้อมือสีทองอร่าม
เฮียยิ้มกว้างทักทายต้อนรับอธิคมอย่างสนิทสนม “ว่าไงเฮีย ผมเอารถของ...” นายตำรวจหนุ่มเว้นวรรคชั่วครู่ “เพื่อน มาส่งซ่อมครับ พอดียืมท้ายรถเขาเป็นที่หยุดรถชั่วคราว” ทั้งสองหัวเราะอย่างเห็นขัน อนุภาพยังคงใบหน้าเรียบเฉย
อธิคมแนะนำให้อนุภาพรู้จักกับเฮียชัย “รับรองว่าผมซ่อมให้แหล่มเลย ไม่ต้องห่วง ช่างที่นี่ฝีมือเยี่ยม”
อนุภาพถามว่าจะใช้เวลานานเท่าไร เฮียตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวทำให้เสร็จใสกิ๊กเลย”
อนุภาพสงสัย รถซ่อมแล้วแหล่มและใสกิ๊กนี่มันเป็นยังไง เขาหวังว่ามันคงออกมาได้สวยเหมือนกับตอนที่ก่อนจะถูกยืมเป็นที่หยุดรถชั่วคราว อย่างที่คุณตำรวจเจ้าคารมกล่าว
“อาทิตย์นึงได้ไม๊ครับเฮีย” เขาถาม
“โอ๊ยไม่นาน ไม่นานครับ”
สรุปแล้วอนุภาพไม่ได้รับคำตอบว่ากี่วัน หรือวันที่เท่าไหร่จะได้รับรถ คำตอบคือ “ไม่นาน” เหมือนตอนที่ได้รับคำตอบเมื่อครั้งถามอธิคมว่าเมื่อไหร่จะถึงอู่ว่า “แป๊บเดียวครับ”
เขาหวั่นใจ “แป๊บเดียว” หลายๆ ครั้งนี่รวมกันแล้วคงใช้เวลาพอสมควร
ขออย่าให้ “ไม่นาน” ของเฮียชัยมีหลายครั้งจนบวกรวมกันได้ระยะเวลามากขึ้นเหมือน “แป๊บเดียว” ของอธิคมเลย
หลังจากตกลงกันและเซ็นเอกสารเรียบร้อย อนุภาพรีบเดินออกมานอกสำนักงาน หยุดยืนที่ประตูรั้วของอู่ หันรีหันขวาง แล้วมองตรงไปเบื้องหน้าที่เป็นทุ่งโล่งว่างเปล่าเห็นอาคารพาณิชย์สีขาวอยู่ลิบๆ อธิคมเดินตามมาหยุดยืนข้างๆ
“ไม่รอเลย” เขาตัดพ้อ
อนุภาพหันไปถาม “ไม่เห็นมีแท๊กซี่ผ่านมาซักคัน” เขาขมวดคิ้ว
อธิคมยิ้ม ตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าขาวที่ตอนนี้แก้มเริ่มระเรื่อเพราะความร้อนอบอ้าว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะปรายจมูกโด่งคมจนเขาอยากเอื้อมมือไปเช็ด
“ซอยลึกขนาดนี้ไม่มีแท๊กซี่มาหรอกครับ” เขาตอบเสียงเรียบๆ ดูไม่อนาทรร้อนใจ
“อ้าว แล้วนี่จะกลับกันยังไง อย่าบอกนะว่าต้องเดินไปจนถึงถนนใหญ่” อนุภาพประท้วง
“คงงั้นมั๊ง” อธิคมหุบยิ้ม ตีหน้าเซ็ง
อนุภาพถอนหายใจแรงๆ “แย่จริง รู้ยังงี้จ้างให้แท๊กซี่ขับรถตามมารอรับเสียก็ดี”
อธิคมหัวเราะเบาๆ ตอบว่า “ล้อเล่นครับ เดี๋ยวมีราชรถมาเกย”
อนุภาพหันหน้าไปทำตาขวาง ผู้ชายคนนี้กวนอารมณ์ได้ดีจริงๆ
แต่เอาเถอะ รถก็ส่งอู่แล้ว ถ้าเดาไม่ผิด ‘ไม่นาน’ ของเฮียชัยสักสองสาม ‘ไม่นาน’ บวกกัน ยังไงก็คงไม่เกินสองอาทิตย์ วันที่ 30 สิ้นเดือนเขาก็มารับรถแล้วก็จบกัน ไม่ต้องมาเสียประสาทกับคนตัวใหญ่มุขเยอะที่กำลังยืนยิ้มเผล่อยู่ข้างๆ
แต่อนุภาพไม่รู้เลยว่า “ไม่นาน” ของเฮียชัย ยังไม่ได้บวกกับ “อีกแป๊บเดียว” ของอธิคมไปอีกหลายต่อหลายครั้ง และเรื่องก็ไม่จบลงแค่ที่ว่ารถซ่อมเสร็จ
ทั้งสองยังมีอะไรที่ต้องเกี่ยวพันกันอีกมาก
..........
“ราชรถ” ของอธิคมคือโตโยต้าวีออสกลางเก่ากลางใหม่คันจิ๋วของอู่ ขับโดยช่างหนุ่มวัยรุ่น อธิคมนั่งคุดคู้คู่กับคนขับ ตัวสูงใหญ่ของเขาเก้งก้าง ศีรษะติดเพดานรถ สองขายาวยกสูงพับเข่าเบียดชิดกับคอนโซลหน้ารถ เขาต้องถอยเบาะจนเกือบจะสุด เหมือนผู้ใหญ่ขึ้นไปนั่งรถเด็กเล่นที่สวนสนุกยังไงยังงั้น
อนุภาพอมยิ้มเล็กน้อย นึกขัน
อธิคมเหมือนมีตาข้างหลัง หันหน้ามามอง พลางขมวดคิ้วเหมือนจะปรามว่า “หัวเราะอะไรผม”
อนุภาพทำเป็นไม่สนใจ เมินหน้าออกไปมองนอกกระจก
ตลอดทางอนุภาพนั่งนิ่งเงียบบนเบาะหลัง ฟังอธิคมคุยเจื้อยแจ้วกับสารถีของราชรถ
ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าจะตก รถของอู่ส่งทั้งสองลงที่หน้าปากซอย แท๊กซี่ทุกคันที่ผ่านมาไม่ว่างสักคัน มีผู้โดยสารใช้บริการทั้งสิ้น
อธิคมยืนใกล้ๆ อนุภาพ ชะเง้อมองไปที่ถนนเพื่อจะเรียกแท๊กซี่ อนุภาพยืนนิ่งตรงไม่กระดุกกระดิกทั้งที่ในใจรู้สึกกังวลว่าฝนกำลังจะตก
เขาจะทำยังไงดี เขาไม่อยากเปียกฝน เสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังสวมอยู่นั้นเป็นผ้าบางๆ ไม่ได้ใส่เสื้อกล้ามข้างใน ถ้าเปียกฝนเสื้อจะแนบชิดผิวกาย...ผู้กองหนุ่มที่ยืนยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยอยู่ข้างๆ ก็ชอบจ้องมองเขาเหลือเกิน
ดูอธิคมไม่ร้อนใจ หรือว่าบุคลิกของเขาเป็นเช่นนี้ เขาสงสัยว่าผู้ชายคนนี้เคยกังวลอะไรหรือไม่...เวลาผ่านไปสิบห้านาที ไม่มีวี่แววว่าจะมีรถแท๊กซี่ว่างผ่านมาสักคัน
“คุณหิวข้าวไม๊ครับ ผมว่าเราหาอะไรแถวนี้กินกันก่อนดีกว่า”
อนุภาพกระแทกเสียง
“แถวๆ นี้เห็นมีแต่หญ้าคา จะให้กินอะไร” เขาประชด
อธิคมเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง
“คุณนี่ เข้าใจประชด เดินไปอีกสักหน่อยก็มีร้านค้าแล้ว แวะทานอะไรซะก่อน เพราะว่าถ้าเรียกรถแท๊กซี่ได้กว่าจะถึงบ้านก็อีกนาน คงจะหิวไส้ขาดบนรถเสียก่อน เดี๋ยวจะหาว่าเลี้ยงดูปูเสื่อไม่ดี”
อนุภาพลังเล จริงอย่างที่เขาพูด ถ้าฝนตกลงมาระหว่างที่กำลังเดินไปร้านอาหารข้างหน้ากว่าจะได้รถแท๊กซี่คงจะอีกครู่ใหญ่ๆ ช่วงฝนตกก็คงจะหาได้ยาก เพราะใครๆ คงจะเรียกแท๊กซี่กันแทบทุกคน...ฝนตกรถติด กว่าจะถึงบ้าน คงอีก ‘หลายแป๊บเดียว’
“ไม่ต้องห่วงครับ พอเริ่มค่ำเดี๋ยวมีแท็กซี่ ตอนนี้หกโมง เพิ่งเลิกงาน แท๊กซี่ไม่ว่างหรอก” อธิคมกล่าวเหมือนล่วงรู้ความคิดของอนุภาพ
ชายหนุ่มไม่ตอบ สาวเท้าเดินนำหน้าไปยังอาคารพาณิชย์เบื้องหน้าไกลออกไป...เท่าที่สายตามองเห็น
เดินไปเรื่อยๆ ก็ยังดีกว่ายืนเซ็งๆ อยู่ตรงนี้ เขาคิด
อธิคมเดินตามมาช้าๆ ทอดน่องเอื่อยๆ เหมือนไม่เร่งรีบ เขายกโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์คุย อนุภาพหันหน้าไปมอง ขมวดคิ้ว นึกฉุนคนตัวโตว่าเวลาอย่างนี้ยังจะมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์
นายตำรวจหนุ่มเร่งฝีเท้าก้าวยาวๆ ตามมาไม่มีกี่ก้าวก็ทันคนใจร้อน
“โทรเรื่องงานครับ ไม่ได้โทรเรื่องไร้สาระ” เขาบอก แล้วเดินลิ่วๆ นำหน้า
ผู้ชายคนนี้อ่านใจคนได้หรือไงนะ อนุภาพถอนหายใจ
ข้างทางเป็นทุ่งโล่ง ลมกระโชกแรง หอบเอาฝุ่นปลิวคลุ้ง เป็นสัญญาณว่าพายุฝนกำลังจะตามมาในอีกไม่ช้า อนุภาพรีบสาวเท้าก้าวเร็วขึ้น เพราะเห็นป้ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่อาคารข้างหน้า อนุภาพแซงหน้าอธิคม ตรงลิ่วไปที่รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว แล้วนั่งลงเพื่อเตรียมสั่งอาหาร
อธิคมเร่งฝีเท้าไม่กี่ก้าวก็ตามทัน
“คุณจะรีบไปไหน วัวหายรึยังไง” เขาถามประชด
อนุภาพไม่เข้าใจคำเปรียบเทียบ “วัวอะไรหาย”
อธิคมไม่ตอบแต่หัวเราะเสียงดัง ตาหยี อนุภาพมองเขาเหมือนเห็นสิ่งแปลกประหลาด
“ขำอะไรกัน...ผมหิวข้าว” อนุภาพเสียงเข้ม เริ่มหงุดหงิด
“อ้าว หิวก็สั่งสิครับ ไม่มีใครห้ามนี่นา”
ชายหนุ่มหันไปสั่งก๋วยเตี๋ยว “เส้นเล็กน้ำหนึ่งชามครับ”
อธิคมนึกในใจว่า “ทีพูดกับแม่ค้าล่ะเสียงเพราะเชียว แต่กับเราพูดเสียงแข็ง หมางเมิน”
“อ้าว จะทานคนเดียวเหรือครับ ไม่สั่งเผื่อผมรึยังไง”
“คุณจะทานอะไรครับ” เขาถามเพื่อนร่วมโต๊ะตามมารยาท
“อะไรผมก็ทานได้ครับ ผมไม่ช่างเลือก”
อนุภาพยิ้มมีเลศนัยแล้วจึงสั่งเพิ่ม “เพิ่มเส้นใหญ่พิเศษอีกชามครับ ไม่ใส่ผัก เส้นกับหมูน้อยๆ น้ำเยอะๆ” เขาหันหน้ามายิ้มเยือกเย็น เอียงหน้า ท้าทาย
อธิคมยิ้มมุมปาก ไม่โต้แย้ง สายตาท้าท้ายเหมือนจะบอกว่า “ถ้าคุณกล้าสั่ง ผมก็กล้ากิน”
แม่ค้านำก๋วยเตี๋ยวสองชามมาเสิร์ฟ อนุภาพไม่ปรุงเครื่อง เขี่ยถั่วงอกออกจากเส้นก๋วยเตี๋ยวชามของตนช้าๆ ส่วนอีกชามเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำโหรงเหรง มีเส้นและหมูอยู่นิดเดียว น้ำซุปเต็มชาม อธิคมจ้องมอง ‘ก๋วยเตี๋ยวอัปลักษณ์’ แล้วเงยหน้ามองแม่ค้าหญิงวัยกลางคนร่างอวบที่ยืนทำหน้าเจื่อนๆ
“ไม่อิ่มสั่งเพิ่มได้นะค่ะคุณตำรวจ”
“ใจร้าย” อธิคมมองคนใจร้ายตรงหน้าอย่างตัดพ้อ แต่ก็คีบก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนเด็ก สลับกับเงยหน้าขึ้นมองอนุภาพเป็นครั้งคราวพร้อมกับส่งยิ้มให้
เขาจัดการกับก๋วยเตี๋ยว ‘พิเศษ’ ชามนั้นอย่างรวดเร็วและสั่งเพิ่มอีกสองชามในคราวเดียว
“พี่ครับ ขอเส้นเล็กอีกสองชาม ใส่ ผัก เยอะ เยอะ” เขาเน้นเสียงท้ายประโยค แล้วหันกลับมามองอนุภาพอีกครั้ง
“คราวนี้หล่ะ ได้กินอร่อย”
ส่วนคนชอบแกล้งนั้นทานไปได้แค่ครึ่งชามก็รวบช้อน อนุภาพมองไปถนนข้างหน้า ทำไม่สนใจว่านายตำรวจหนุ่มประชด
พออธิคมทานก๋วยเตี๋ยวหมดชามที่สาม ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อนุภาพเดินอ้อยอิ่งเลือกขนมขบเคี้ยว โดยมีผู้กองจอมประชดเดินตามหลังใกล้ๆ
ชายหนุ่มหยุดยืนที่ชั้นวางขนม ตามองเหมือนจะพิจารณาอ่านฉลากข้างถุงเป็นนานสองนาน อธิคมยื่นหน้าเข้ามาใกล้เอ่ยว่า “เมื่อกี้ คุณก็ทานก๋วยเตี๋ยวไม่หมด มิน่า จะเก็บท้องไว้ทานขนมที่ไม่มีสารอาหารนี่เอง”
อนุภาพตอบโดยไม่หันหน้าไปมองว่า “ไม่อร่อย กินไม่ลง”
อธิคมตอบว่า “ที่ไม่อร่อยเพราะก๋วยเตี๋ยวไม่อร่อย หรือเพราะว่าต้องนั่งทานกับผมกันนะ”
อนุภาพทำเสียง “ฮึ” ในลำคอ แล้วก็หยิบช๊อคโกแล็ตหนึ่งถุง เดินไปที่พนักงานคิดเงิน
อธิคมหันไปหยิบเบียร์หนึ่งกระป๋องแล้วเดินตามไปที่เคาท์เตอร์ วางเบียร์ลงใกล้ๆ กับขนมของอนุภาพที่รอคิดเงินอยู่ “จ่ายรวมครับ”
อนุภาพหันขวับมามองผู้ชายตัวโตที่ถือวิสาสะให้เขาจ่ายเงินโดยไม่ขออนุญาติ
อธิคมก้มหน้าลงมอง ยิ้มอ่อนๆ “ตำรวจเงินเดือนน้อยครับ” เขารีบออกตัว
“อ๋อ เงินเดือนผ่อนแลนด์โรเวอร์” อนุภาพประชด หันไปบอกพนักงานว่า “จ่ายรวมกันแต่แยกถุงครับ”
อธิคมหัวเราะแล้วบอกพนักงานว่า “น้อง...ไม่ต้องใส่ถุง ลดขยะ ลดภาวะโลกร้อน”
อนุภาพพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ พยายามสะกดอารมณ์ เขาบอกตัวเองว่า ต้องใจเย็น ไม่เช่นนั้น ชายหนุ่มตัวโตผู้รักธรรมชาติที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็คงได้สนุกสนานกับการได้ยั่วเย้าเขาอยู่เรื่อยไป
เขาคว้าขนมของตัวเองแล้วเดินออกมายืนอยู่หน้าร้าน กอดอก มองสายฝนที่กำลังโปรยปราย ละอองฝนปลิวมาปะทะใบหน้าและแผ่นอกทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเริ่มจะชื้น...เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกนะ นี่คงอีกนานเกินชั่วโมงกว่าจะกลับถึงบ้าน - ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเย็นสะท้าน
ขณะที่อยู่ในห้วงคำนึง มือใหญ่แข็งแรงยื่นขวดน้ำมาตรงหน้า อนุภาพหันไปมอง...นายตำรวจหนุ่มยิ้มบางๆ “เดี๋ยวขนมติดคอ” เขาพูดเสียงเรียบ
ดูเอาเถอะ ไม่ว่าตอนไหน เขาก็ช่างสรรหาคำพูดมายั่วเย้าได้ไม่ขาด
“ไปยืนรอข้างในไม่ดีกว่าเหรอครับ”
อนุภาพไม่ตอบ ยังคงยืนนิ่งมองดูสายฝนที่กำลังโปรยปราย โดยหวังว่าฝนคงจะหยุดตกในอีกไม่นาน...แล้วแท๊กซี่ก็จะวิ่งผ่านมา...แล้วจะได้กลับบ้าน...อาบน้ำอุ่น...นอนหลับอย่างสบาย
อธิคมเลิกกวน ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนเงียบๆ เขายกเบียร์ขึ้นดื่มช้าๆ
เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง ฝนเริ่มซา จนในที่สุดเหลือแต่ละอองฝนปรอยๆ
แท๊กซี่เขียวเหลืองมีไฟหน้ารถ “ว่าง” ชะลอตัว อธิคมวิ่งเหยาะๆ ไปที่ริมถนนโบกมือเรียก เปิดประตูบอกจุดหมายปลายทาง แล้วหันหน้ามาทางอนุภาพ พยักหน้าเรียกให้ไปขึ้นรถ
ชายหนุ่มวิ่งไปที่รถ...ได้กลับบ้านแล้ว
อธิคมเปิดประตูด้านหลังให้ อนุภาพยังยืนอยู่ไม่ยอมก้าวเข้าไป เขารู้ว่าอธิคมเปิดประตูให้เขาเข้าไปนั่งก่อน ทำเหมือนกับว่ากำลังเทคแคร์เขาอยู่
อธิคมเร่ง “เร็วสิครับ ฝนตก จะเปียกกันหมดแล้ว”
อนุภาพบอกว่า “ผมไม่ชอบนั่งฝั่งใน”
อธิคมรู้ทันว่าชายหนุ่มตั้งแง่อยู่เพราะอะไร ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังขมวดคิ้วหน้าเข้ม...งอนเพราะเขาแกล้งเทคแคร์เหมือนผู้ชายทำกับผู้หญิง...
ละอองฝนโปรยปราย เสื้อสีขาวบางของอนุภาพเริ่มเปียกแนบเนื้อเผยให้เห็นผิวกายของอนุภาพใต้เสื้อบางเด่นชัด อธิคมอมยิ้ม ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ อนุภาพตามเข้ามาแล้วปิดประตู นั่งชิดประตูรถด้านซ้าย กอดอกนิ่งเงียบ
ท่าทางคงหนาว อธิคมคิด เขาจึงขอให้คนขับลดแอร์ลง
เช่นเคย...อนุภาพนั่งนิ่งเงียบมองข้างทางไปเรื่อย หูฟังเสียงคุยกันระหว่างผู้กองหนุ่มกับคนขับ
ผู้ชายคนนี้ช่างหาเรื่องคุยกับใครๆ ได้เสมอ ทั้งสองเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อย จนรถเข้าเขตเมือง เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ จนถึงซอยเอกมัย เลี้ยวขวาเข้าสุขุมวิทเพื่อตรงไปซอยสุขุมวิท 49 ที่เป็นซอยที่ทั้งสองอาศัยอยู่
เมื่อถึงกลางซอย อนุภาพบอกให้รถแท็กซี่จอดหน้าคอนโดสูง The Pacific Heights
อธิคมกล่าวราตรีสวัสดิ์ ถามอนุภาพว่า “พักที่นี่เหรอครับ”
อนุภาพพยักหน้าเตรียมตัวลง
“ผมนึกว่าคุณจำตึกผิด...ซอยมันมืด”
“ผมไม่เคยจำบ้านตัวเองผิด...ไม่ได้เมานะ” ชายหนุ่มลงจากรถ กล่าวขอบคุณตามมารยาท เขาเห็นแววตาขันๆ ของอธิคมเป็นประกายวิบวับ
ก่อนปิดประตูรถ เขาได้ยินเสียงจากตำรวจผู้ห่วงใยประชาชน “อาบน้ำอุ่น เช็ดหัวให้แห้งนะครับ เดี๋ยวเป็นหวัด”
อนุภาพยืนมองรถแท๊กซี่จนแน่ใจว่าลับสายตาแล้วเดินย้อนกลับไปตามถนนถัดไปอีกสามช่วงตึก
The Veranda Residence อาคารแฝดสูงเจ็ดชั้น ด้านหน้าเป็นลานจอดรถเล็กๆ ร่มรื่นด้วยต้นไม้เขียวขจี คือสถานที่พักที่แท้จริงของเขา คอนโดที่บอกให้แท๊กซี่จอดส่งเมื่อครู่เป็นแค่ที่พักหลอกๆ เพราะเขาไม่ต้องการให้อธิคมรู้ว่าพักที่ไหน
ชายหนุ่มทักทาย รปภ. อย่างคุ้นเคยแล้วเดินเข้าไป
บทที่ 4
เช้าวันนี้ยุ่งเหมือนเคย แม้อนุภาพเป็นคนคล่องแคล่วในการทำงาน แต่ปริมาณงานที่เยอะมาก ทำให้เขารู้สึกหายใจหายคอไม่สะดวก จัดการงานเร่งด่วนชิ้นแล้วชิ้นเล่ายังไม่ทันเสร็จก็มีงานอื่นเข้ามา
เขามีลูกค้าอยู่หลายรายในคราวเดียวกัน บางโปรเจ็คต้องแก้แล้วแก้อีกเพราะลูกค้าเกิดเปลี่ยนใจในรายละเอียด ประชุมครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะสรุปแผนงานทั้งหมดได้ - การคัดเลือกนักแสดง การถ่ายทำ การตัดต่อ การซื้อเวลาโฆษณา...สารพัดปัญหา
ชายหนุ่มไม่ถนัดงานบริหาร เขาอยากเป็นเพียง project manager ที่ทำงานโฆษณาทีละชิ้นๆ - งานที่นำเสนอไอเดียที่สร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจของผู้ชม แต่ตฤณผู้เป็นเจ้านายขอให้เขารับตำแหน่ง creative director แบบ ‘ชั่วคราวระยะยาว’ โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด
อนุภาพเอนหลังพิงพนัก หลับตา พักสมอง
“ฝันอะไรอยู่ พ่อเทพบุตรสุดหมายปอง?” เสียงนิ่มๆของสมบัติดังข้างหู ชายหนุ่มสะดุ้ง
“เจ๊ มาเงียบๆ” อนุภาพเรียกสมบัติว่าเจ๊เวลาฉุน
“ไม่เงียบซะหน่อย แต่เรานะกำลังฝันอะไรอยู่ นึกถึงตำรวจหล่ะสิ” หนุ่มรุ่นพี่ทำตาล้อเลียน
“บ้าเหรอ พี่บั๊ด นึกถึงทำไม” อนุภาพปฎิเสธ โยนปากกาลงบนโต๊ะอย่างเซ็งๆ แต่แวบหนึ่งในสมองเขาเห็นภาพใบหน้าคมเข้มกรุ้มกริ่มกวนๆ ของผู้กองหนุ่ม
พจนีย์ที่นั่งอยู่ใกล้ยกมือขึ้นทำท่าโทรศัพท์พร้อมกับทำปากพูดโดยไม่ออกเสียง ‘โทรมาทุกวัน’
“โอ๊ย อยากถูกตำรวจจับ ใส่กุญแจมือไพร่หลัง แล้วดันเข้าห้องขัง อิ อิ” สมบัติแกล้งทำเสียงออดอ้อน อนุภาพส่ายหน้า อดยิ้มไม่ได้...อยู่กับสมบัติทำให้ยิ้มได้เสมอ
“นี่จะเอารถไปทำเมื่อไหร่? ขับรถไม่สมประกอบแบบนี้เดี๋ยวได้เกิดมีปัญหากลางทางหรอก หรือว่าจะให้มีปัญหาดับกลางทาง แล้วน้องพระอาทิตย์จะได้ไปบริการรับส่ง เอ...รึว่าจะเป็นฮ่องเต้ไปรับ รึว่า จะบอกตำรวจให้ไปรับ รึว่า...?” สมบัติ จีบปากจีบคอ พร้อมเลียนแบบท่าทางฮ่องเต้
“พอ พอ พี่บั๊ด เดี๋ยวใครเห็นเอาไปฟ้องฮ่องเต้ พี่จะซวย” อนุภาพเตือน พลางนึกขำเมื่อเห็นนึกภาพตฤณแต่งตัววางท่าเป็นฮ่องเต้
“วันนี้ตอนบ่ายผมก็จะเอารถไปเข้าอู่แล้ว...ลาครึ่งวัน” อนุภาพไม่บอกว่า ‘ใคร’ จะเป็นคนพาไป
สมบัติตั้งฉายาให้ตฤณเพราะครั้งหนึ่งถูกดุเรื่องงานและถูกเรียกเข้าไปในห้องทำงานให้อธิบายเหตุผล เจ๊ใหญ่ประจำออฟฟิตเดินออกมาจากห้องทำงานของตฤณด้วยความโกรธสุดขีด หน้าแดงก่ำ และรายงานเรื่องราวให้อนุภาพและอาทิตย์ฟังพร้อมประกอบท่าทางเลียนแบบฮ่องเต้จนทั้งสองหัวเราะน้ำตาไหล
“ใครกล้าก็ลองดูสิ แม่จะจับทำผัวซะเลย” สมบัติแกล้งทำท่าเหมือนผีดิบจะกัดกินมนุษย์
“พี่กล้ากินทอมมี่ เฮลฟิ้งเกอร์หรือ?” อนุภาพแกล้งทำหน้าตกใจ พร้อมเน้นเสียง – เฮล - หนักๆ เป็นที่รู้กันสองคนว่าหมายถึงนรก
“แหวะ ยัยทอมขี้ฟ้องนะเหรอ กระเดือกไม่ลง ขอยกให้อาทิตย์” สมบัติหัวเราะคิกคัก เมื่อพูดถึงทองมี สาวห้าวประจำออฟฟิตที่ตั้งชื่อเล่นให้ตัวเองว่า “ทอมมี่”
ทองมีเปลี่ยนชื่อแล้วเป็นอัษฎา แต่หลายคนก็แอบล้อว่าอัดข้างฝา เพราะนิสัยช่างฟ้องทำให้ทุกคนเอือมระอาอยากอัดทอมมี่เข้าข้างฝาทั้งนั้น
ทองมีกับสมบัติ เริ่มทำงานในบริษัทพร้อมๆ กัน เป็นคู่รักคู่แค้นกันมาแต่ไหนแต่ไร
“แต่ถ้าอาทิตย์เป็นคนฟ้องก็ดีสิ จะได้จับทำ...” สมบัติแกล้งทำตาหื่นกระหาย
“พี่บั๊ด ถ้ารถผมเสียนะ ผมจะบอกพี่เป็นคนแรก”
“โอ๊ย ไม่ต้องมาบอกพี่เลย ไปบอกน้องอาทิตย์ดีกว่า นั่นก็ตาละห้อยน่าสงสารเชียว อยากไปส่งยูใจจะขาดเสียให้ได้ อนุภาพ ยูทำบุญด้วยอะไรวะ ใครๆ ก็ชอบยูทั้งนั้น”
ชายหนุ่มหันไปมองผู้ช่วยหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งอยู่มุมห้อง พอดีกับจังหวะที่เขาเงยหน้ามองมาพอดี เขายิ้มให้ สายตาเปิดเผยความรู้สึก อนุภาพยิ้มให้บางๆ
“โอ๊ย หัวใจจะละลาย” สมบัติแซว
“พอได้แล้วเจ๊”
“น่าสงสาร สายตานี่ฟ้องเชียว นุน่าจะทำบุญกับเด็กบ้างนะ อย่างน้อยยอมให้เด็กมันแต๊ะอั๋งบ้าง มันจะได้ทำงานอยู่กับเราไปนานๆ”
อนุภาพแกล้งถอนหายใจแรงๆ พลางกรอกตาไปมา บอกให้สมบัติเลิกล้อเล่น
อาทิตย์เป็นชายหนุ่มที่น่ารัก แต่บางอย่างก็ไม่ได้ทำให้ใจเขารู้สึกอะไรมากไปกว่าคนรู้จักกัน หรือแค่เพื่อนร่วมงาน
โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาเอื้อมมือไปรับ แต่ไม่ทันสมบัติที่แย่งรับก่อน พร้อมเสียงตอบรับ
“อรุณไม่ค่อยสวัสดิ์ฮ่ะ ใครจะจีบนุต้องเข้าคิวนะฮ้า”
อนุภาพรีบถลันตัวเข้าแย่งโทรศัพท์จากโอเปอเรเตอร์จอมทะลึ่งซึ่งตอนนี้รีบแว๊บหนีไปอย่างรวดเร็ว อนุภาพส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “สวัสดีครับ อนุภาพครับ”
ปลายเสียงยังหัวเราะขำกับการตอบรับโทรศัพท์แผลงๆ ของสมบัติ อนุภาพจำเสียงได้ พลางนึกภาพใบหน้าของปลายเสียงได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มนึกตำหนิตัวเองในใจว่า บ้าจริง ทำไมนึกภาพใบหน้าเขาได้ชัดอย่างนี้นะ
“ผมโทรมาเตือนคุณว่าเที่ยงนี้เจอกันนะครับ จะพาไปอู่รถ” น้ำเสียงยังกลั้วเสียงหัวเราะ
“บ่ายโมงครับ ไม่ใช่เที่ยง” อนุภาพแย้ง
“ว้า ผมนึกว่าจะได้กินข้าวฟรี นี่กะว่าจะไปให้ทันก่อนเที่ยง ทันรับบัตรคิว”
โทรศัพท์วางสายไปแล้ว อนุภาพยังนั่งจ้องโทรศัพท์เป็นนานสองนาน ปากเม้มเป็นเส้นตรง ในใจยังฉุนไม่หาย ฉุนสมบัติที่เล่นพิเรณ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะพฤติกรรมหลุดโลกของ ‘ขาใหญ่ประจำบริษัท’ เป็นเรื่องปรกติที่ใครๆ ก็ชินแล้ว
ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าเขาฉุน ‘ตำรวจคนนั้น’ ต่างหากที่แกล้งล้อเลียน “...ทันรับบัตรคิว”
เขายังจำเสียงหัวเราะเบาๆ นั้นได้ ล้อเล่นดีนัก คอยดูเถอะ
อนุภาพนึกเรื่องที่จะเอาคืน ’นายตำรวจจอมยั่ว’ ให้ได้แม้จะยังนึกไม่ออกก็ตามที...แต่เขาต้องหัวเราะไม่ออกแน่ๆ
..........
เวลาพักกลางวันมาถึง อนุภาพเดินนำหน้ากลุ่มนักโฆษณาไปยังร้านอาหารประจำข้างตึกสำนักงาน มีอาทิตย์เดินตามหลังต้อยๆ อย่างเพลิดเพลิน ชายหนุ่มเหมือนแมวเชื่องคอยตามคลอเคลียเจ้าของ ความสุขเล็กน้อยของอาทิตย์ก็คือช่วงเวลาพักเที่ยงที่เขาได้เดินตามหลังอนุภาพไปทานข้าว เพราะเขามีโอกาสได้แอบมองคนที่เขาหลงไหลอย่างไม่มีใครคอยขัดจังหวะ สมบัติกับพจนีย์เดินคู่กันคุยกันอย่างออกรสออกชาติ อธิปช่างภาพคนเก่งเดินรั้งท้ายกลุ่ม คอยเหล่มองหญิงสาวที่เดินผ่านไปมา ทั้งหมดหาได้รอดพ้นสายตาของผู้กองหนุ่มที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม
อธิคมนึกหมั่นไส้ชายหนุ่มหน้าตี๋ท่าทางสำอางที่เดินตามหลังอนุภาพต้อยๆ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วเขาเหนือกว่าหนุ่มคนนั้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือความคมเข้ม เว้นเสียแต่ว่า อนุภาพจะชอบเด็กๆ แต่เขามองไม่ผิด อนุภาพไม่น่าจะชอบแบบนั้น...ผู้กองหนุ่มนึกเข้าข้างตัวเอง
บ่ายโมงตรงอนุภาพออกมายืนรอที่ริมถนน อธิคมเดินเอื่อยๆ ไปหา สายตาจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มในชุดทำงานเสื้อสีขาว ผูกเน็คไทเรียบร้อย กางเกงพอดีตัวสีเทาเข้ม รองเท้าหนังขัดมันสีดำ มือสะอาดถือโทรศัพท์เหมือนหนุ่มออฟฟิสทั่วไป “ทำงานโฆษณาแต่แต่งตัวผูกไทด์เรียบร้อยไม่เหมือนพวกอาร์ติสท์”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ฟากตรงข้ามของถนมมีแรงดึงดูดเขาอย่างประหลาด อธิคมเริ่มเข้าใจว่า...นี่หรืออย่างไรที่เขาเรียกกันว่า ปฏิกิริยาเคมีทางร่างกายที่เรามีต่อคนบางคน
อนุภาพยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก ตามองตรงไปข้างหน้า หย่อนเข่าซ้ายนิดๆ
ผู้กองอธิคมก้าวลงจากฟุตบาธเพื่อข้ามถนนเดินตรงไปหาชายหนุ่ม
‘ยืนเหมือนหุ่น’ เขานึกในใจ อนุภาพดูเยือกเย็นเหมือนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ‘แล้วยังเย็นเหมือนน้ำแข็ง’ แม้ยืนอยู่ริมถนนอากาศร้อนอบอ้าวแต่อธิคมรู้ว่าน้ำแข็งเย็นๆ อย่างที่เห็น เวลาจะเดือดก็ร้อนได้ใจเหมือนกัน
เมื่อข้ามมาอีกฝั่งของถนน อธิคมเดินไปยืนข้างๆ อนุภาพแล้วทัก ‘หนุ่มน้ำแข็ง’ เบาๆ
“สวัสดีครับ” เขาส่งยิ้มให้ อนุภาพหันมามองและกล่าวสวัสดี แต่ยังตีหน้าเคร่ง ชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเดินนำไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ไกล
“ทำเหมือนผมจะเอาไปฆ่า” อธิคมเริ่ม ‘ยั่ว’
“ใช้เวลาเท่าไหร่ครับกว่าจะถึง” อนุภาพไม่สนใจ
“ถ้ารถไม่ติดก็ไม่ถึงชั่วโมงครับ” อธิคมแบมือขอกุญแจ
อนุภาพหยุดนิ่ง มองหน้าตำรวจหนุ่มตรงหน้าชั่วครู่
“อย่าไปชนใครอีกนะครับ” ชายหนุ่มยื่นกุญแจให้
“อย่าห่วงครับ ผมจะขับให้คุณนั่งเหมือนได้ลอยอยู่บนปุยเมฆเลยทีเดียว”
ทั้งสองขึ้นนั่งบนรถ อธิคมสตาร์ทเครื่อง เคลื่อนรถออกตัวช้าๆ หันหน้ามายิ้มให้เหมือนจะบอกว่า ‘เห็นไหมล่ะ ผมขับรถดี’
รถไม่ติด ถนนยามบ่ายค่อนข้างโล่ง อธิคมขับรถช้าๆ ตามหลังคันข้างหน้าทั้งที่ช่องทางด้านขวาว่าง อนุภาพหันมามองคนขับเหมือนจะถามว่า ‘ทำไมไม่แซง’
“ผมกลัวไปชนใครเขาอีก” เหมือนรู้ใจ อธิคมรีบออกตัว
‘เอาอีกแล้วสิ ถนัดยั่วจริงๆ’ อนุภาพนึกในใจ ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด เขาหันหน้าออกไปนอกรถมองร้านรวงข้างถนน ความคิดล่องลอยไปไกล คิดว่าเมื่อไปถึงอู่ เอารถเข้าซ่อม หลังจากนั้นก็ทางใครทางมัน รอรถเสร็จอย่างเดียว
ถ้ามีญาณวิเศษ ชายหนุ่มก็คงจะรู้ว่าเรื่องไม่ได้จบแค่นี้ ชีวิตข้างหน้าของเขาต้องเกี่ยวข้องกับ ‘ตำรวจช่างยั่ว’ คนนี้จนแยกกันไม่ออก
บทที่ 3
ปรกติวันจันทร์เป็นวันที่ยุ่งมากอยู่แล้ว แต่วันนี้ยุ่งที่สุด และซวยที่สุดด้วย อนุภาพนึกว่าวันนี้ควรจะขับรถกลับบ้านดีหรือไม่? เขากลัวรถเสียกลางทาง และเขาเองก็ไม่รู้เรื่องรถเท่าไหร่
ตำรวจคนนั้นยังไม่โทรมาอีก
เขาอยากจะเอารถเข้าอู่ให้เร็วที่สุด เพราะถ้าไม่มีรถ - ลำบากแน่
ชายหนุ่มยกหูโทรศัพท์ - สายไม่ว่าง...
ชายหนุ่มลองอีกครั้ง - ไม่ว่างอีก ลองจนเหนื่อย สายก็ยังไม่ว่าง
ยิ่งคิด อนุภาพยิ่งโกรธ นี่ถ้าไม่เกิดเรื่องเมื่อเช้า ก็ไม่ต้องมานั่งวุ่นวายแบบนี้
“พี่นุครับ เรื่องรถว่าไงครับ? เห็นพี่บั๊ดบอกว่ารถเหมือนจะเสีย” อาทิตย์ หนุ่มรุ่นน้องผู้ช่วยใหม่เข้ามาถาม ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ยังไม่รู้เอาไง นายคนนั้นยังไม่ยอมติดต่อมาอีก” เขาเบ้ปาก
“เอ้า เขาไม่มีประกันเลยหรอครับ?”
“ไม่มี” อนุภาพส่ายหน้าเนือยๆ
“พี่อย่าเสี่ยงขับรถกลับบ้านเลยนะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” อาทิตย์อาสา ยิ้มกว้าง ปากยิ้ม นัยน์ตาก็ยิ้มด้วย อาทิตย์เป็นที่ชอบของทุกคนที่ทำงาน เขาเป็นคนร่าเริงและอัธยาศัยดี ช่วยเหลือทุกคนทั้งเรื่องงานและส่วนตัว
เด็กหนุ่มเพิ่งเรียนจบปีกลายและทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวอนุภาพ เรียกได้ว่าช่วยจิปาถะ ชายหนุ่มพยายามฝึกให้อาทิตย์เรียนรู้งานโฆษณาแทนที่จะมาทำงานแบบธุรการ อนุภาพไม่มีเลขานุการแต่ก็ไม่ลำบากเพราะบริษัทมีกลุ่มเลขานุการส่วนกลางที่ทำงานให้กับหัวหน้าแผนกต่างๆ อยู่แล้ว
อาทิตย์เป็นเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวสะอาด ตาเรียวเล็ก คิ้วหนาเข้ม จมูกโด่ง ปากแดงจัดจนสาวๆ อิจฉา ผมทรงรากไทรดำขลับ รูปร่างสูงปานกลาง กล้ามแน่นกำยำเพราะเล่นกีฬาเป็นประจำ เขาชอบเล่นฟุตบอล ตีเทนนิส กอล์ฟ สควอช และว่ายน้ำ จนทุกคนแต่งตั้งให้เขาเป็นแผนกกีฬาประจำบริษัท ฐานะทางบ้านของอาทิตย์นั้นมีอันจะกิน มีธุรกิจเพชรพลอยของครอบครัว แต่ชายหนุ่มอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
“ขอบใจนะอาทิตย์ แต่อย่าเลย เหนื่อยเปล่าๆ พี่นั่งแท๊กซี่ได้” อนุภาพยิ้ม
“ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ พี่นุทำงานเหนื่อย ผมขับรถไปส่ง ดีกว่าเลิกงานแล้วผมไปตะลอนๆ เที่ยวเป็นไหนๆ ผมจะได้รู้จักบ้านด้วยไง”
อนุภาพไม่เคยให้ใครรู้จักบ้านตัวเอง นอกจาก เพื่อนซี้รุ่นพี่ สมบั๊ดของน้องๆ
อาทิตย์ชอบมาคลุกคลีอยู่กับเขามากกว่าคนอื่น ซึ่งอาจดูไม่แปลกเพราะอาทิตย์เป็นผู้ช่วยของอนุภาพ แต่ชายหนุ่มเองนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าอาทิตย์ช่วยเขามากกว่าที่ควรจะทำ
“พี่กลับแท็กซี่ได้ สะดวกกว่าตั้งเยอะ” อนุภาพปฏิเสธ
อาทิตย์หยุดเซ้าซี้เพราะสมบัติเดินเข้ามา
อนุภาพคิดว่าเห็นแววตาผิดหวังของเด็กหนุ่ม
อาทิตย์เป็นคนน่ารัก เป็นคนดี...แต่เขาก็เด็กเกินไปสำหรับอนุภาพ
เขาต้องการคนที่แข็งแกร่ง อย่างน้อยก็แกร่งกว่าเขา - นั่นเป็นความปรารถนาลึกๆ ในหัวใจ
อานุภาพเป็นคนแกร่ง - เขายืนหยัดและฝ่าฟันแทบทุกอย่างในชีวิตมาด้วยตัวของเขาเอง แม้แต่ตอนที่เขามีธนาภพ...
ธนาภพเป็นคนที่อบอุ่น อ่อนโยน สนุกสนาน ร่าเริง บางส่วนของเขาคล้ายกับอาทิตย์
แต่เขาเป็นคนไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ “สู้” มากพอเท่ากับอนุภาพ ไม่หนักแน่นพอที่จะฝ่าฟันปัญหาไปพร้อมกับเขา จริงอยู่ ธนาภพเลือกที่จะทำตามความต้องการของพ่อที่ยื่นคำขาดให้เขากลับมาประเทศไทยเพื่อรับหน้าที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ เขาต้องการสร้างความฝันของตนให้เป็นจริง ฝันนั้นที่อนุภาพเข้าไปอยู่ด้วยไม่ได้...ฝันที่ไม่ใช่ฝันอันเดิมของทั้งสองที่เคยร่วมสร้างมาด้วยกันตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ
ในที่สุดทุกอย่างก็จบลง…ธนาภพเลือกทางเดินอื่นให้กับชีวิตของตนเอง พอจบปริญญาตรี อนุภาพเปลี่ยนสาขาไปเรียนปริญญาโททางการโฆษณา เขาเปลี่ยนแปลงทางเดินชีวิตอย่างสิ้นเชิง เขาต้องการหนีจากความทรงจำเดิมๆ ที่คอยกัดกร่อนความรู้สึก ถ้าให้ต้องอยู่กับสภาพเดิมๆ โดยไม่มีธนาภพ เขาคงทนไม่ได้ อุตส่าห์ร่ำเรียนด้วยกันมาเพื่อที่จะสร้างฝันนั้นให้เป็นจริง แต่ท้ายที่สุดเขาต้องสร้างความฝันนั้นให้เป็นจริงเพียงคนเดียว...เขาก็ไม่อยากทำ ความใผ่ฝันร่วมกันที่ทำให้เป็นจริงด้วยตัวเขาเพียงลำพัง ความใฝ่ฝันนั้นอนุภาพก็ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น
คุณพ่อและคุณแม่ของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาเรียนจบชั้นมัธยมต้น อาโนลด์ เอเวอริจช์รับเขาเป็นลูกบุญธรรมและพาเขาไปอยู่แคนาดา อนุภาพเรียนจบปริญญาโทได้ไม่นานคุณพ่อบุญธรรมของเขาก็เสียชีวิต ชายหนุ่มกลับเมืองไทยอย่างเงียบๆ เพื่อเริ่มต้นชีวิตช่วงใหม่ด้วยตัวคนเดียว เขาไม่คิดจะอาศัยอยู่ที่แคนาดาต่อไปแม้ญาติของพ่อจะดีกับเขา ชีวิตในต่างประเทศนั้นว่างเปล่าเหลือเกิน เขารู้สึกเหมือนคนนอก ท่ามกลางผู้คนต่างชาติพันธุ์ ถึงจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างซีแอตเทิ้ลเกินครึ่งชีวิต แต่เมืองไทยก็ยังเป็นบ้านของเขาอยู่ดี
คุณแม่ของเขามีบ้านอยู่ที่อยุธยา แม้เป็นบ้านไม้หลังเก่าๆ แต่ก็เป็นสมบัติชิ้นเดียวของแม่ที่ตกทอดถึงเขาผู้เป็นทายาท พ่อบุญธรรมของเขาเองก็ไม่ได้เป็นคนร่ำรวย ด้วยฐานะปานกลางท่านทิ้งมรดกให้อนุภาพเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างสุขสบายไปพร้อมๆ กับการทำงานกินเงินเดือนบริษัทเหมือนคนวัยทำงานทั่วๆ ไป แต่อนุภาพต้องการการเปลี่ยนแปลงของชีวิต...เขาต้องการไปจากที่ที่เขามีความทรงจำร่วมกับธนาภพ
เขาพบสมบัติในกองถ่ายทำโฆษณาที่น้ำตกไนแองการ่า จากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และอัธยาศัยใจคอที่ถูกชะตา ความเป็นเพื่อนก่อตัวขึ้น แม้จะอยู่ข้ามทวีป ทั้งสองก็ติดต่อกันไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ สมบัติใช้ประสบการณ์จริงแนะนำอนุภาพจนเรียนจบการโฆษณาแล้วจึงชวนให้มาทำงานร่วมกัน
อนุภาพเป็นคนเก่ง เรียนรู้ได้เร็ว เวลาเพียงไม่กี่ปีทำให้อนุภาพกลายมาเป็น “มือวางอันดับหนึ่ง” ของบริษัท สมบัติยังเคยยกย่องว่า “ยูนี่หัวเร็ว ลิงยังอาย ทำงานไม่กี่ปีข้ามหัวพี่ไปซะแล้ว”
...........
ร้อยตำรวจเอก อธิคม วางหูโทรศัพท์ หมุนคออย่างเหนื่อยล้า เขาเพลียมากเพราะนอนดึกติดต่อกันหลายวัน คดีที่เขากำลังสืบสวนอยู่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ นายตำรวมหนุ่มกำลังสาวเข้าถึงปมของคดี ความจริงใกล้กระจ่างถ้าคดีนี้เขาชนะ จะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเลยทีเดียว
เขากำลังใกล้จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพันตำรวจตรี...วิ่งไล่ตามเพื่อนคนอื่นๆ ทันเสียที เพื่อนเขาส่วนมากได้ยศพันตำรวจตรีกันแทบหมดทุกคนแล้ว
อธิคมมีใจรักการเป็นตำรวจตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มเป็นตำรวจเพราะใจรัก เขาเป็นตำรวจมือดี ตรงไปตรงมา ฉลาดและเก่ง ใครๆ ก็ยอมรับ แต่ไม่คุ้นเคยกับการเข้าหาผู้ใหญ่ ที่จริงเขาเองก็ไม่ต้องการที่จะเป็นตำรวจเพื่อไต่เต้าให้ได้ตำแหน่งสูง แต่ข้อดีของการมีตำแหน่งสูงคือเขาสามารถทำงานได้สะดวกกว่า นั่นหมายความว่าเขาสามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้มากขึ้น แม้เงินเดือนตำรวจนั้นน้อยนิด แต่อธิคมก็มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ครอบครัวของเขามีฐานะดีมาหลายชั่วอายุคน ชายหนุ่มเก็บเกี่ยวส่วนแบ่งจากเงินปันผลที่เป็นรายได้จากธุรกิจที่เขา ‘แทบไม่เคยไปดูแล’ อย่างที่คชานนท์น้องชายของเขาเคยค่อนขอด อธิคมบอก ‘ยอดน้องชาย’ ว่าเขามีคนเก่งที่สุดบริหารงานอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเข้าไปช่วยบริหารงาน ‘ให้ล่มจม’ ก็ได้ เพราะคนอย่างเขาไม่มีหัวทางด้านธุรกิจเอาเสียเลย
“พี่ยิงปืนเป็นอย่างเดียว อ้อ จับผิดคนเป็นอีกอย่าง” เขาพูดเล่นๆ กับน้องชาย
ยอดน้องชายบอกว่า มรดกที่คุณตาทิ้งไว้ให้หลานรัก ‘หมูอ้วน’ อย่างอธิคมนั้น กินจนตายก็ไม่หมด แต่ถ้านำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และมีผู้บริหารสินทรัพย์ดีๆ ยิ่งกินไม่หมดไปอีกหลายชาติ อธิคมบอกน้องชายว่าเขาคงไม่อยากเกิดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากินมรดกของคุณตาให้หมดหรอก ขอเพียงแต่มันไม่สูญเสียไปอย่างไร้ค่าก็พอแล้ว น้องชายของเขาเพียรพยายามอธิบายการลงทุนให้พี่ชายเข้าใจ แต่ก็ต้องยอมแพ้ ในที่สุดคชานนท์ก็รับหน้าที่บริหารสินทรัพย์ให้พี่ชายผู้ไม่ประสีประสาเรื่องธุรกิจ
ผู้กองหนุ่มมองไปข้างโทรศัพท์ นามบัตรของชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ตสีแดงยังวางอยู่ เขาเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาพลางนึกถึงใบหน้าใสสะอาดท่าทางเจ้าอารมณ์นิดๆ เพียงพบครั้งแรกเขาก็รู้สึกชอบ เขาเองไม่จัดเจนถึงขนาดที่ว่าเมื่อพบใครแล้วจะสามารถบอกได้ว่า “เป็น” เหมือนอย่างที่เขาเป็นหรือเปล่าอย่างที่เพื่อนคู่หูของเขา ร้อยตำรวจเอกธงรบ เคยบอกว่า “คนอย่างเราๆ นี่มันต้องมีเรด้าพิเศษ คอยตรวจจับว่า ผู้ชายคนไหน ‘เป็น’ หรือ ‘ไม่เป็น’
แต่มีอะไรบางอย่างในแววตาของชายหนุ่มที่ดึงดูดเขาเหมือนมีแม่เหล็ก สัญชาตญาณลึกๆ ในตัวเขาบอกว่า ‘คนอารมณ์ร้อน’ คนนั้นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ที่จริงแล้วผู้กองหนุ่มรูปงามอย่างเขาก็เหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดคนรอบข้างได้ตลอดเวลา เวลาออกไปเที่ยวกลางคืนตามผับกับธงรบหรือไปยกน้ำหนักที่ยิม ทุกครั้งจะมีคนเข้ามาจีบทั้งหญิงและชาย
“โทรไปซะหน่อยดีหรือปล่าวน๊า?” ผู้กองหนุ่มนึก
แล้วเขาก็ทำตามใจตัวเอง ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา “ลองดูซะหน่อย ลองจีบเล่นๆ เผื่อฟลุ๊ก”
คนรับเป็นหญิงสาวเสียงเล็กใสเหมือนวัยรุ่น บอกให้เขารอสาย ร้อยตำรวยเอกอธิคมเอานิ้วเคาะโต๊ะคอยสาย
“นานจัง” เขาได้ยินเสียงคนพูดกันวุ่นวายในสาย ออฟฟิสนั้นคงยุ่งน่าดู
เขากำลังจะวางสายแล้ว แต่มีเสียงนุ่มๆรับสาย
“สวัสดีครับ อนุภาพพูดสายครับ”
“ผมร้อยตำรวจเอกอธิคมครับ จำได้รึป่าวครับ?”
“อ๋อจำได้สิ ลืมได้ไง คุณขับรถชนท้ายผม” น้ำเสียงตำหนินิดๆ
ชายหนุ่มนึกภาพหน้าใสๆ คิ้วเข้มขมวด ปากเรียวแดงเม้มอย่างไม่พอใจเหมือนเมื่อเช้านี้
ชายหนุ่มกลับนึกว่าดูน่ารักดี
เขาชอบคนที่รั้นๆ มีอะไรท้าทาย อาจเป็นเพราะเขาเจอแต่คนที่ง่ายๆ กับเขา ก็แน่หล่ะ คนหน้าตาดี รวย และเป็นตำรวจอย่างเขา ได้ใคร ง่ายๆ เสมอ
“แหมคุณครับ อย่าเพิ่งลมเสียสิครับ ผมโทรมาเนี่ยน่าจะดีใจนะ ที่แสดงออกว่าผมพร้อมรับผิดชอบไม่หายหน้าไปไหน”
“คุณจะโทรมาบอกเรื่องอู่ซ่อมรถหรอ?”
“เอ่อเรื่องนั้น เดี๋ยวผมบอก”
“แล้วทำไมไม่บอกตอนนี้หล่ะ?”
“ตอนนี้ผมยังหาเบอร์ไม่เจอเลย แต่ว่าที่โทรมาเนี่ยข่าวดีมากกว่านั้นนะครับ ผมว่าจะมาพาคุณนี่ไปที่อู่เลยนะ” ผู้กองหนุ่มเริ่มรุก
“ไม่ต้องหรอกครับ ขอบคุณ บอกเบอร์โทรมาแล้วผมไปเองก็ได้” ผู้กองหนุ่มไม่ยอม
“แต่แบบว่าโต๊ะทำงานผมเนี่ยมันรกจัง นี่ผมไม่แน่ใจว่าจะหาเบอร์อู่เจอรึเปล่า แต่ผมจำทางได้ พาไปเลยสะดวกกว่า” ปลายสายถอนหายใจ
“นี่คุณตำรวจครับ อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเลย”
“เปล่าทำนะครับ ผมว่าผมทำให้เป็นเรื่องสะดวกต่างหาก นี่อาสาพาไปที่อู่นะครับ ผมจะคุยกะอู่ให้ด้วยนะว่าทำรถให้คุณดีๆ เพราะยังไงก็ต้องไปเซ็นเอกสารอะไรด้วย”
ผู้กองหนุ่มอมยิ้ม กำลังสนุกกับเกมส์ ‘จีบเล่นๆ’ ปลายสายเงียบไปซักครู่เหมือนกำลังตัดสินใจ
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมเช็คตารางงานของผมก่อน”
ชายหนุ่มนึกถึงรูปร่างหน้าตาของคนพูด ใบหน้าสะอาด ตาดูเศร้าๆ แต่ก็ดูเจ้าอารมณ์อยู่ในที รูปร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพอประมาณอย่างคนดูแลตนเอง
...อืม นี่ถ้าได้เอามือลูบไล้เนี่ย ผิวเนื้อจะเนียนขนาดไหนนะ? ...ความคิดเขาเริ่มเตลิด
“วันพฤหัสบ่ายโมง แล้วเจอกันยังไงครับ?” ชายหนุ่มพลันตื่นจากภวังค์
“เอ่อ เที่ยงดีกว่าครับ พอดีผมต้องไปธุระแถวนั้นตอนสิบเอ็ดโมง เสร็จแล้วจะได้เจอกันเลย ผมจะได้ไม่ต้องรอถึงบ่ายโมงไง”
“แต่ว่าผมต้องทานกลางวันก่อนนะครับ”
“งั้นก็ทานกลางวันด้วยกันซะเลยสิครับ” ชายหนุ่มได้ที
“ไม่ได้หรอก ผมต้องทานข้าวกับเพื่อน เราทานด้วยกันทุกวัน”
“แหม...วันเดียวเองครับ น่านะ งั้นผมก็ต้องแกร่วอยู่ตั้งชั่วโมง”
“อ้าว ผู้หมวดก็..”
“ผู้กองครับ” ร้อยตำรวจเอกหนุ่มแทรก
“อ้อ ผู้กอง...เอ่อ ก็คุณก็ทานข้าวก่อนแล้วค่อยมาเจอกันสิครับ”
...ปล่อยไปก่อน ... ชายหนุ่มคิด .. เป็นธรรมดาก็คงต้องเล่นตัวหน่อยหล่ะน่า
“เอางั้นก็ได้ งั้นผมเจอคุณตอนบ่ายโมงที่หน้าบริษัทคุณนะครับ”
“รู้จักเหรอครับ?”
“ผมเป็นตำรวจนะครับ มีนามบัตรคุณแล้วผมหาเจอก็แล้วกัน โจรผู้ร้ายหนีคดีผมยังหาเจอเลย”
ผู้กองหนุ่มวางหูโทรศัพท์หลังจากนัดหมายกัน เขายิ้ม วันนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกหน่อย เหมือนได้กินยาชูกำลัง อนุภาพกระแทกหูโทรศัพท์เบาๆ “โจรผู้ร้าย ฮึ มาเปรียบเรากับโจรผู้ร้าย”
อนุภาพไม่รู้เลยว่า ในอนาคตจะโดนตำรวจคนนี้ตามจับจนอยู่หมัด
บทที่ 2
ร้อยตำรวจเอกอธิคมเริ่มแผนการณ์ ‘จีบเล่นๆ’
“แย่หน่อยนะคุณ รถผมไม่มีประกัน” เขาโกหก
“อะไรกัน รถแพงอย่างนี้ไม่มีประกันได้ไง”
“ไม่มีประกันผมก็ไม่หนีหรอกน่า”
“แสดงว่าคุณยอมรับชดใช้ค่าเสียหาย?” ชายหนุ่มรีบสวน
“ทำไงได้ ผมชนท้ายนี่ครับ” อธิคมเบ้ปาก
“งั้นขอบัตรประชาชน” ชายหนุ่มแบมือ
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั๊ง? ผมให้นามบัตรคุณ คุณเอารถไปซ่อม แล้วผมจ่ายให้ แต่ต้องเป็นอู่ผมนะ” อธิคมกล่าวต่อรอง
“จะไว้ใจได้ไงว่าคุณจะไม่เบี้ยว?”
“ผมเป็นตำรวจนะคุณ”
“ตำรวจแหล่ะตัวดี ไม่ว่าคุณเป็นใครผมก็ไว้ใจไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มเน้นคำพูด
“อ้าว ดูหมิ่นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อธิคมทำหน้ากวน
“นี่คุณ รีบหน่อยได้ไม๊ ผมต้องรีบไปทำงาน มีประชุมกับลูกค้าด้วย” ชายหนุ่มโบกมือ หงุดหงิด
“นี่นามบัตรผม ร้อยตำรวจเอก อธิคม คมกฤษณะ - ส.น. ทองหล่อ - ถามใคร ใครก็รู้จัก” เขายื่นนามบัตรให้ ชายหนุ่มยื่นมือมารับ
“มือเนียนจัง” อธิคมนึกในใจ พลางคิดไปถึงว่ามือนี้กำลังลูบไล้หน้าอกแน่นไปด้วยมัดกล้ามของเขา บ้าจัง คิดอะไรทะลึ่ง เขาสะบัดหัว อมยิ้ม
“ใครก็รู้จักสิ คงขับรถชนท้ายเขาไปทั่วเมือง” อนุภาพพึมพำกับกับตัวเองเบาๆ หลังจากรับนามบัตร
“เอ๊ะคุณ คุณพูดอะไรผมได้ยินนะ”
“ผมพูดอะไร?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ลอยหน้า
อธิคมสูงใหญ่กว่า ร่างหนาของเขาสูงกว่า 186 เซ็นติเมตร บดบังร่างของชายหนุ่มเกือบมิด
อนุภาพก็ถือว่าเป็นคนสูงกว่ามาตรฐานชายไทย แต่อธิคมสง่ากว่า ผิวที่เข้ม เสื้อยืดรัดรูป และกล้ามเนื้อแกร่งทำให้เขาดูสง่า
“คุณว่าผม ...” อธิคมหรี่ตา
“ขอดูบัตรประชาชนด้วยครับ ผมจะรีบไป แล้วอู่คุณอยู่ที่ไหน?” ชายหนุ่มรบเร้า
“เฮ้อ จริงๆเลย” อธิคมแกล้งทำท่าเซ็งๆ
ชายหนุ่มตรงหน้ามองแบบค้อนกลายๆ แปลก ไม่เคยเห็นใครทำสีหน้าแบบนั้น อธิคมกลับเห็นว่าน่าชม ดูอีกทีเหมือนเด็ก เขาทายอายุชายหนุ่มไม่ถูก ดูหน้าเด็กเหลือเกิน
“แล้วนามบัตรคุณหล่ะครับ?” ชายหนุ่มยื่นนามบัตรให้
...อนุภาพ เอเวอร์ริชด์ บริษัท เอคโค่ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด...
พวกอาร์ติสท์...มิน่า ท่าทางอารมณ์ไม่เบา ลูกครึ่งเหรอ นามสกุลฝรั่ง แต่ดูหน้าตาไม่เห็นจะออกไปทางฝรั่ง
“แล้วอู่คุณล่ะ ชื่ออะไร อยู่ที่ไหนเขียนแผนที่ให้ด้วย” ชายหนุ่มรบเร้า
ปากอิ่มเต็มแดงระเรื่อเป็นธรรมชาติ อธิคมมองอย่างพึงใจ
“อู่วัฒนา เอ่อ...ซอยวัชรพล รามอินทรา ผมจำเบอร์โทรเขาไม่ได้หรอกคุณ เดี๋ยวโทรไปบอก ตอนนี้คุณรีบไปทำงานไม่ใช่เหรอ? ผมก็ต้องรีบเข้า ส.น.”
อธิคมกรอกตา แกล้งพูดเนือยๆ เหมือนเหนื่อยหน่าย
ได้ผล ประกายตาของชายหนุ่มวาบขึ้นมาทันที
“เผี่อคุณเบี้ยว ใครจะไปรู้” ชายหนุ่มกระแทกเสียง
“เอ คุณนี่ คำก็เบี้ยว สองคำก็เบี้ยว เดี๋ยวผมจับข้อหาหมิ่นประมาทซะเลย บัตรประชาชนก็ดูไปแล้ว” อธิคมสวน ชายหนุ่มรู้ว่าเขาแดกดัน
“แล้วนี่ผมต้องใช้รถด้วย ต้องตระเวนไปหาลูกค้าวันละหลายๆ คน เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย เสียหายตั้ง...”
“โอเค โอเคครับคุณ จะเรียกร้องค่าเสียหายก็ค่อยคุยกันทีหลัง ผมชนท้ายคุณ ยังไงๆ ผมก็คงต้องผิดอยู่แล้วมั๊ง ตอนนี้ผมว่าเราเอารถออกจากถนนก่อนดีกว่า กีดขวางการจราจร รถติดทั้งซอยแล้ว”
อนุภาพหันหลังกลับเดินไปที่รถ พึมพำ “แหงหล่ะ ก่อนชนไม่คิด”
“นี่คุณ ผมได้ยินนะ” เสียงเข้มดังตามหลัง
ชายหนุ่มหันกลับมามอง เอียงหน้า เลิกคิ้วท้าทาย
ผู้กองหนุ่มยิ้มมุมปาก โคลงศีรษะ หันหลังกลับไปที่รถเขา แต่เขาชะงัก หันหลังกลับ อะไรไม่รู้ทำให้เขาเดินตามชายหนุ่มเจ้าอารมณ์มาที่รถ
เหลือบไปมองท้ายรถเก๋งสีแดงเห็นกันชันยังห้อยครูดกับถนน เขาเคาะกระจก ชายหนุ่มลดกระจกลง ใบหน้ายังบึ้ง คิ้วขมวดเหมือนเด็กเจ้าอารมณ์กำลังถูกแกล้ง
“คุณครับ คุณจะขับไปทั้งที่กันชนห้อยๆ แบบนี้เลยหรอ?”
ชายหนุ่มถอนหายใจ
“คุณเปิดกระโปง เดี๋ยวผมเก็บใส่ท้ายรถให้”
อนุภาพพยายามข่มอารมณ์ พยายามนึกถึงข้อดีที่ว่าเขาเองยังโชคดีอยู่ที่คู่กรณีคุยรู้เรื่อง แม้จะกวนอารมณ์ไปนิด แต่ก็ยอมรับซ่อมรถให้ แต่โชคร้ายตรงที่อาทิตย์กว่าๆ ที่รถเข้าอู่ เขาจะไม่มีรถขับและลำบากที่ต้องเดินทางไปพบลูกค้ารวมทั้งหอบเอกสารพะรุงพะรัง
ร้อยตำรวจเอกอธิคม อัศฎางกูร นามสกุลคุ้นๆ ชายหนุ่นครุ่นคิด เสียงโครมครามท้ายรถทำให้เขาสะดุ้ง พลันนึกได้ว่ากำนามบัตรของนายตำรวจหนุ่มในมือแน่น เขาแบมือออก นามบัตรของนายตำรวจยับยู่ยี่ ชายหนุ่มคลี่นามบัตรสีขาว
“โอ้โห นี่โกรธมากจนทำกับนามบัตรผมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นข้างหู อนุภาพสะดุ้ง หันขวับไปมองใบหน้ากรุ้มกริ่มลอยอยู่ใกล้ ใกล้มากจนได้กลิ่นครีมโกนหนวด
“เอาหล่ะ ผมใช้เชือกรัดบั้นท้ายคุณเรียบร้อย รับรองถึงที่ทำงานแน่ แต่ขับประคองดีๆ แล้วกันนะครับ ห้ามซิ่ง เกิดใครชนท้ายคุณอีก คราวนี้คงไม่มีใครใจอ่อนเหมือนผมอีกแล้วนะ”
เขาขยิบตาล้อ
...กวนอารมณ์... ชายหนุ่มนึกในใจ แล้วกระชากรถขับออกไปอย่างเร็ว
อธิคมอมยิ้ม มองตามจนรถสปอร์ตสีแดงเลี้ยวโค้งหายไป ท่าทางน่าสนุก ยั่วขึ้นซะด้วย
ลองจีบเล่นๆ ซักหน่อย...นานๆ จะเจอคนหน้าตาถูกใจมากๆ แบบนี้ซะที
..........
“ซวยที่สุดเลยพี่บั๊ด” อนุภาพกระแทกตัวลงนั่ง
“อะไรล่ะพ่อคุณ? กินรังแตนที่ไหนมา?” บั๊ด หรือ สมบัติ พี่ใหญ่ประจำแผนกถาม
“ถูกชนท้ายนะสิพี่” อนุภาพเล่าเรื่องทั้งหมดให้สมบัติฟัง ไม่ลืมอธิบายท่าทางกวนๆ ของร้อยตำรวจเอกหนุ่ม พร้อมกับเติมสีสันเข้าไปอีกนิดไม่ได้ ให้ ‘ตำรวจคนนั้น’ ดูแย่ลง
“กวนที่สุด” อนุภาพสรุป
“เป็นไม๊?” สมบัติทำตาหวาม
สมบัติ หรือ พี่บั๊ด เพี่อนรุ่นพี่ของอนุภาพที่ทำงานด้วยกันมานานถามแบบอยากกรู้อยากเห็น เขาเป็นคนสนุกสนานเฮฮา ตลก และออกจะนุ่มนิ่มเกินชายสักนิดแต่ไม่น่าเกลียด แต่งตัวเนี๊ยบนำสมัย บุคลิกแตกต่างจากชื่อเชยๆ โดยสิ้นเชิง หลายคนเคยแนะนำให้เขาเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับตัวตน แต่สมบัติปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าชื่อเดิม “เท่ห์ดี” น้องๆ ในบริษัทจึงพร้อมใจตั้งชื่อเล่นให้ว่า บั๊ด หรือ บั๊ดดี้
“พี่สมบัติ ผมจะไปรู้หรอ คงไม่มั๊ง เป็นตำรวจท่าทางห้าวๆ และก็กวนอารมณ์ที่สุด” อนุภาพย้ำ สรรพนามเรียกสมบัติเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยตามอารมณ์ เหมือนสมบัติที่ใช้สรรพนามเรียกตัวเองเปลี่ยนไปตามอารมณ์เช่นกัน
“อ้าว ก็นึกว่ายูมีเกย์ด้าไม่ใช่เหรอ?” แกล้งเบ้ปากทำหน้าผิดหวัง
“เกย์ด้าผมไม่มีรัศมีเข้มเหมือนพี่นี่”
“พี่นุ คุณตฤณเชิญพบที่ห้องครับ” อาทิตย์ เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเดินเข้ามารายงาน
อนุภาพพยักหน้า กล่าวขอบคุณ
ตฤณ กรรมการผู้จัดการหัวหน้าของเขานั่นเอง...เขาเชิญอนุภาพไปพบที่ห้อง ชายหนุ่มทราบดีว่าเรื่องอะไร
เขาควรจะมาถึงที่ทำงานสายแค่ราวครึ่งชั่วโมง และอาจเข้าประชุมทันหรือไม่ก็สายนิดหน่อยถ้ารถเจ้ากรรมไม่ทำพิษ
รถสปอร์ตเตี้ยกว่ารถเก๋งทั่วไป ด้วยอารมณ์เร่งรีบเขาไม่ทันสังเกตุเห็นสันคอนกรีตลดความเร็วเมื่อก่อนเลี้ยวออกจากซอย เขากระแทกเข้าไปเต็มๆ ได้ยินเสียงโครมใหญ่ท้ายรถ กันชนท้ายหลุดลงมา ชายหนุ่มต้องจอดรถลงมาดู ทำอะไรไม่ได้เขาเก็บกันชนกะว่าจะยัดเข้ากระโปรงท้ายรถเผื่อเอาไว้ซ่อม เปิดไม่ได้ เพราะถูกชนบู้บี้ อนุภาพตัดสินใจทิ้งกันชนไว้ข้างถนน รถคันตามหลังบีบแตรไล่ ...ทุกคนต้องรีบไปทำงานทั้งนั้น
ก่อนเลี้ยวเข้าซอยบริษัท รถเขากระตุกถี่ๆ ส่งเสียงแปลก ทำท่าจะเร่งไม่ขึ้น ทั้งที่ขับรถฝ่ารถติดแบบช้าๆมาตลอด ไฟท้ายเขาแตกใช้การไม่ได้ อนุภาพต้องคลานมาตลอดทางเปลี่ยนเลนยากลำบาก หลังไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเขารีบจะเร่งเครื่อง แต่รถขยับช้ามาก และกระตุก...ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ เขามั่นใจ ชายหนุ่มจำต้องลงรถไปดูอีกครั้ง
อนุภาพเลยเห็นว่าท่อไอเสียท้ายรถเขาแตก บี้เข้ามายับยู่ยี่ กว่าจะถึงที่ทำงานได้ต้องลุ้นแทบแย่
วันนี้ซวยจริงๆ อนุภาพโยนความผิดให้เจ้าของรถแลนด์โรเวอร์ทั้งหมด...หน้าตายียวนกวนประสาทนัก รถเขาแทบไม่เป็นอะไรเลย...
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าห้องของ ตฤณ เทวานุภาพ
ตฤณ เป็นคนเจ้าอารมณ์ เข้าใจยาก แปรปรวน บางครั้งดูเหมือนจะขรึม แต่เขาก็เปลี่ยนเป็นฉุนเฉียวทันทีถ้าไม่ได้ดั่งใจ ใจร้อน และปากร้าย แต่อนุภาพนับถือตรงที่เขาเป็นคนเด็ดขาด ตรงไปตรงมา ทำงานเก่ง เขาเองก็ทรนงในตัวเองเหมือนกันที่เป็นคนเก่ง ตฤณทราบข้อนี้ดี งานที่อนุภาพทำออกมาดีเสมอ อย่างหนึ่งที่อนุภาพทราบก็คือตฤณแสดงออกบางอย่างให้เขาสงสัยอยู่นิดๆ ว่าชายหนุ่มจะชอบๆ เขาอยู่เหมือนกัน แต่ตฤณเป็นคนที่ไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ บางครั้งเขาก็ปิดกั้นตัวเองเกินไป ความที่เป็นหัวหน้าทำให้ตฤณไม่แสดงออกอะไรออกมาชัดเจน อนุภาพเองก็เป็นคนนิ่งๆ ไม่แสดงออกทางอารมณ์แบบนี้เท่าใดนัก
นานมากแล้ว นานตั้งแต่เขาเลิกกับธนาภพ ... ไม่สิ ... ตั้งแต่ธนาภพทิ้งเขาไป ...อนุภาพสั่นหัว
อยากจะสะบัดให้ความทรงจำทั้งหมดหายไป...แต่ยากนัก...
เขาเคาะประตูห้องของตฤณแล้วเปิดเข้าไปโดยไม่รอให้เจ้าของห้องตอบรับ
ตฤณจ้องมองที่ประตูอยู่แล้วเหมือนกำลังรออยู่ เขาเอนตัวกับพนักพิงของเก้าอี้ผู้บริหารบุหนังสีดำตัวใหญ่ ผนังห้องไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้ม โคมไฟเปิดไม่หมดทุกดวง เฟอร์นิเจอร์ในห้องล้วนชิ้นใหญ่ๆ สีทึบ อนุภาพนึกถึงห้องของอธิการบดีเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่าจะเป็นห้องของประธานกรรมการบริหารบริษัทโฆษณา
“คุณมาไม่ทันประชุมกับลูกค้า ให้คนโทรตามก็ไม่ติด” ตฤณเปิดฉาก
“โทรศัพท์แบตหมดครับ แล้วก็คุณตฤณคงยังไม่ทราบ รถผมเกิดอุบัติเหตุ”
ตฤณเลิกคิ้ว อนุภาพอยู่ตรงหน้าท่าทางเยือกเย็นไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ เขาเลยไม่แสดงออกชัดเจนว่าตกใจกับเรื่องอุบัติเหตุ
“ผมอยากให้คุณบรีพงานกับลูกค้า เขาเองก็อยากจะคุยกับคุณมากกว่าเพราะคุณเป็นคนออกแบบ อาทิตย์ยังเด็กไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ผมเองก็เข้ารับฟังเฉยๆ คอยเสริมเท่าที่ทำได้ พจนีย์เลยต้องรับหน้าอธิบายไปแต่ก็ไม่ละเอียดทั้งหมด คุณควรโทรไปหาเค้าอีกที”
อนุภาพต้องโทรไปอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องมาบอก บางทีตฤณก็จู้จี้กับเขาเกินไป ชายหนุ่มนึกในใจ
“แล้วเรื่องราคาเขาโอเคไม๊ครับ?”
“เขาต่อนิดหน่อย ผมเลยลดให้ รายละเอียดคุณไปถามคุณปณิตาอีกที”
อนุภาพคุยกับตฤณเรื่องงานต่อนิดหน่อยจนเขาบอก โอเค ชายหนุ่มขยับตัวจะลุกขึ้น
“เจ็บไม๊?” ตฤณชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
ตลอดเวลาที่คุยกัน เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ตลอด สายตาจับอยู่ที่หน้าของอนุภาพ คุยเป็นการเป็นงาน อนุภาพเลิกคิ้ว แปลกใจนิดๆ ที่จู่ๆ ตฤณเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ นิดหน่อยครับ” ตอบเสียงค่อย
เมื่อชะโงกหน้าเข้าใกล้ เขาสังเกตุเห็นกลางหน้าผากและเหนือปลายคิ้วขวาของชายหนุ่มมีรอยช้ำแดงๆ อยากจะเอื้อมมือไปแตะ และลูบไล้ให้หายเจ็บ ... ตฤณได้แต่นึก แต่ไม่กล้า
อนุภาพแสดงท่าทางเงียบขรึมและเยือกเย็นกับเขาแทบทุกครั้งที่คุยกัน นอกจากบางครั้งที่มีการขัดแย้งกันบ้างที่เขาจะเห็นชายหนุ่มแสดงท่าทางหงุดหงิด อนุภาพเป็นคนรั้น เขารู้
“คุณน่าจะไปทายาแก้ฟกช้ำซะหน่อยนะ” ไม่กล้าแสดงออกว่าห่วงมากนัก
ความเงียบเสี้ยววินาทีเกิดขึ้น อนุภาพขอตัวกลับไปทำงาน
ประตูห้องปิด ตฤณมองตามหลังชายหนุ่มอย่างครุ่นคิด
เขาชอบอนุภาพ ไม่มีใครรู้ เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนและร้าย ใครทำอะไรไม่ถูก เขาเป็นเอาเรื่อง
ลูกน้องในสำนักงานเกรงเขาทั้งนั้น มีอนุภาพที่เถียงเขาได้มากกว่าคนอื่นเวลาขัดแย้งทางความคิดเรื่องงาน บางครั้งเขาก็ยอม อาจเป็นเพราะเหตุผลของอนุภาพดีกว่า และเขาเองก็เชื่อในฝีมือ อีกใจหนึ่งเขารู้ว่าเพราะเขาชอบชายหนุ่ม เลยยอมอ่อนให้บ้าง แต่บ่อยครั้งเขาเองก็ฉุนเฉียวกับชายหนุ่มเหมือนกัน เขาเป็นเป็นหัวหน้าทุกคนในบริษัท ทุกคนเกรงเขา ลำบากใจที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงให้ใครเห็น โดยเฉพาะอนุภาพที่ช่างเยือกเย็นกับเขานัก ตฤณไม่รู้จะทำอย่างไร!
บทที่ 1
...Cause there's a wall
In your heart
That no one can get through
And it's cold and it's dark
And you don't have a clue...
คลิ๊ก ....
มือเรียวผิวสะอาดสะอ้านยื่นไปกดปุ่มเปลี่ยนสถานีวิทยุอย่างช้าๆ ราวกับครุ่นคิดว่าจะฟังเพลงต่อไปอีกดีหรือเปล่า
“..สุขุมวิทขาเข้าจากปากซอยทองหล่อมุ่งหน้าไปอโศกติดขัดค่ะ ปริมาณรถหนาแน่นมาก เดี๋ยวจะมีรายงานเพิ่มเติมจากสารวัตรทวีศักดิ์ค่ะ สารวัตรค่ะ สารวัตร ..... สัญญาณไม่ค่อยดีเลยค่ะ เดี๋ยวเราลองมาฟังรายงานสภาพจราจรถนนสีลมก่อนนะค่ะ...”
คลิ๊ก ....
อนุภาพ ยื่นมือไปกดปุ่มเปลี่ยนสถานีอีกครั้ง
...There's a wall in your heart
that no one can get through...
“ยังไม่จบอีก”
อนุภาพคิดอยู่ในใจ พลางเอื้อมมือไปกดปุ่มเปลี่ยนสถานีวิทยุไปเรื่อยๆ เหมือนกับไม่รู้ว่าจะฟังสถานีใด เสียงครางของเครื่องยนต์และเครื่องปรับอากาศดังเบาๆ ภายในรถเก๋งสปอร์ตสีแดงสองประตู เท้าที่เหยียบเบรคยกขึ้นช้าๆ เพื่อให้รถขยับตามรถคันหน้าไปอีกนิดหน่อยและหยุดลงอีกครั้ง
อนุภาพเอนศีรษะลงกับพนักพิงถอนหายใจเบาๆ ตาเหม่อมองไปข้างหน้าจับจ้องอยู่ท้ายรถโฟร์วิลล์สีดำสนิท
“BMW X5 รุ่นใหม่ สวยจัง”
ชายหนุ่มคิดในใจว่าคนขับข้างในจะรู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนเขาหรือไม่ที่กว่าจะออกจากซอยสุขุมวิท 49 ได้ต้องใช้เวลาแต่ละเช้าไม่ต่ำกว่า 15 นาที นิ้วเคาะพวงมาลัยอย่างเหม่อลอย ทุกเช้าเขาต้องขับรถจากคอนโด ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 49 ไปทำงาน ระยะทางไม่ไกลนักแต่รถติดในกรุงเทพฯ ก็ทำให้การเดินทางใกล้ๆ แค่นี้เป็นเรื่องยากลำบากได้...กรุงเทพฯ...เมืองที่เขาไม่เคยคิดอยากจะมาอยู่ เพื่อนๆหลายคนบอกเขาว่า “ชินแล้วกับรถติดในกรุงเทพฯ”
อนุภาพไม่เห็นชินเลย อยู่มาตั้งเกือบจะหกปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบกลับจากต่างประเทศและทำงานบริษัทโฆษณาระดับแถวหน้าของเมืองไทย งานเขายุ่งมากและต้องออกไปพบปะกับลูกค้ามากมาย ชีวิตในกรุงเทพฯ รีบเร่งแทบทุกวัน
...If it's the last thing I do
I'll get through this wall in your heart…
“จบซะที”
อนุภาพคิดอยู่ในใจเมื่อเอื้อมมือมากดเปลี่ยนสถานีวิทยุกลับมาที่สถานีที่บันทึกความจำไว้ เพลงนี้แทงใจเขาอย่างประหลาด บางคนบอกเขาว่าเขาสร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบตัวเองเพราะเข็ดขยาดจากความรักครั้งที่ผ่านมา
“ใครจะไม่ขยาดหล่ะ รักกันมาตั้งเกือบสิบปี ยังทิ้งเราได้”
แม้เวลาผ่านมานาน เขาเองรู้และบอกตัวเองแล้วว่าไม่รู้สึกเสียใจแล้ว ทุกอย่างจบลงพร้อมกันกับตัวเขาเองที่เริ่มทำงานอย่างหนักตั้งแต่เรียนจบเพื่อพยายามลืมเรื่องต่างๆ ในอดีต
อนุภาพไม่ค่อยชอบชีวิตในกรุงเทพฯเท่าใดนัก เขาฝันไว้ว่าถ้าเก็บเงินได้มากพอ เขาจะไปซื้อบ้านอยู่เชียงใหม่และทำธุรกิจของตัวเอง
“...บ้านหลังเล็กๆ ชั้นเดียว ห้องนั่งเล่นกว้างๆ หน้าต่างกระจกบานสูงรอบห้องจะได้มองออกไปเห็นต้นไม้เขียวขจีข้างนอก...”
อนุภาพยังจำได้ บ้านเล็กในความฝันหลังนั้นทาสีขาวสะอาดตา ขาวโพลนเหมือนหิมะ อนุภาพกับธนาภพร่างแบบด้วยกัน
“ภพสร้าง...นุตกแต่ง พอสร้างบ้านของเราเสร็จ เราก็ไปรับสร้างให้คนอื่น” ชายหนุ่มนึกถึงอดีต...ธนาภพเรียนวิศวกรรมเขาเรียนสถาปัตยกรรมปีสุดท้าย ตอนเริ่มออกแบบบ้านหลังนั้น...พิมพ์เขียวยังคงอยู่ในตู้เก็บของที่คอนโด
อนุภาพคิดเรื่อยเปื่อย
“...ธนาภพ...ภพ...เขาเป็นอย่างไรบ้างนะ? มีแฟนใหม่รึยังไม่รู้?”
แต่เขาเองต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงแตรรถคันข้างหลังดังลั่นติดต่อกัน แย่จัง! มัวแต่ตกอยู่ในภวังค์ รถคันข้างหน้าเคลื่อนตัวห่างไปไกลพอสมควร อนุภาพถอนเท้าจากเบรคและเหยียบคันเร่งตามไป รถไม่ขยับ
“อะไรว่ะ”
ชายหนุ่มนึกฉุนในใจ จากนั้นก็นึกได้ว่าตัวเองเลื่อนเกียร์มาไว้ที่เกียร์ว่าง รถคันหลังก็บีบแตรไล่อีก อนุภาพดันเกียร์มาที่เกียร์เดินหน้าแล้วรีบเหยียบคันเร่งอย่างแรงรีบออกรถ พลางรู้สึกผิดอยู่ในใจนิดหน่อยว่าคันหลังคงด่าเราแย่แล้ว
ภายในซอยไม่กว้างเท่าใดนัก อนุภาพรีบตามให้ทันรถคันข้างหน้า เขาเข้าโค้งค่อนข้างเร็ว แต่อารมณ์ที่รีบออกรถหนีมาจากคันหลังๆ ที่บีบแตรไล่ทำให้เขาพุ่งเข้าไปใกล้รถคันข้างหน้าเกินไป และไม่ทันสังเกตุเห็นรถโฟร์วีลด์สีดำที่เพิ่งจะเลี้ยวออกจากซอยเล็กๆ ที่อยู่ถัดจากหัวมุมโค้งที่เขาเพิ่งผ่านมา
อนุภาพเหยียบเบรคอย่างแรงเมื่อเห็นว่ารถของตัวเองใกล้รถ BMW X5 คันเดิมมากเกินไป นี่ถ้าชนท้ายรถคันหรูป้ายแดงเนี่ย...คงเซ็งไปเลย
แต่แค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่อนุภาพจะมีเวลาคิด เสียงโครมดังขึ้นด้านท้าย ด้วยแรงกระแทกจากข้างหลัง รถสปอร์ตคันเล็กของเขากระโดดพุ่งไปข้างหน้า อนุภาพสะดุ้งอย่างตกใจ แรงชนจากข้างหลังไม่ใช่ค่อยๆ ทั้งตัวของเขาเหมือนถูกผลักไปข้างหน้าอย่างแรง ศีรษะโขกกับส่วนบนของพวงมาลัยเพราะที่นั่งของรถสปอร์ตคันนี้ต่ำมาก
“โอ๊ย”
อนุภาพรู้สึกเจ็บที่หัวคิ้วข้างขวา ด้วยสัญชาตญาณและสติยังพอมี เขายกเท้าเหยียบเบรค โชคดีเป็นจังหวะที่รถคันข้างหน้าได้ออกตัวไปแล้ว
อนุภาพนั่งนิ่งด้วยความรู้สึกตกใจอยู่ชั่วครู่ หลังจากรวบรวมสติได้แล้ว ความรู้สึกตกใจหายไป อารมณ์โกรธเข้าแทนที โกรธรถคันที่ชนท้าย ถึงจะเป็นอุบัติเหตุเขาก็ไม่สน...ใครผิดใครถูกยังไม่รู้...ตอนนี้อารมณ์เสีย...ต้องลงไปเอาเรื่อง
ชายหนุ่มเปิดไฟฉุกเฉินแล้วดับเครื่อง เปิดประตูก้าวเท้าออกมาจากรถเพื่อสำรวจความเสียหาย
“วันนี้ต้องมีประชุมเรื่องงานโฆษณากับลูกค้ารายใหม่ ต้องไปสายซะอีก ซวยจริงๆ เรา”
อากาศกรุงเทพฯ ตอนแปดโมงเช้าเริ่มร้อน แสงแดดส่องมากระทบหน้า เขาหยีตาพลางมองดูความเสียหายที่เกิดขึ้น ฝากระโปงหลังยุบเกือบถึงกระจก กันชนท้ายรถทั้งแผงบู้บี้ห้อยครูดกับพื้นถนน แรงปะทะจากแลนด์โรเวอร์คันสีเทาดำหนักพอควรที่จะทำให้รถเก่งคันเล็กของเขาพังขนาดนี้
ชายหนุ่มหันไปมองคนขับ รถโฟร์วิลล์ติดฟิมล์สีเข้มมองเห็นรางๆ ว่ามีชายหนุ่มกำลังโทรศัพท์อยู่
“มิน่า...เบื่อจริงพวกโทรศัพท์ขับรถ”
เขาคิดเข้าข้างตัวเองเพราะความที่กำลังอารมณ์เสีย
“รอไม่ไหวแล้ว ชนท้ายเขาแล้วยังมีหน้านั่งโทรศัพท์อยู่ได้” เขาคิดในใจ
ชายหนุ่มเดินตรงไปที่แลนด์โรเวอร์และเคาะกระจกข้างคนขับ
ผู้ชายอายุราวสามสิบต้นๆ ในรถยกมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้เขารอสักครู่ อนุภาพไม่สน เคาะกระจกอีกครั้ง
เขาเลื่อนกระจกลง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม ผมตัดสั้นเหมือนตำรวจ เลิกคิ้ว คล้ายจะบอกให้รู้ว่าเขากำลังใช้โทรศัพท์อยู่...อย่ายุ่ง
“...กวนอารมณ์…” อนุภาพคิด …ประกันภัยหมดอายุ... เขาสังเกตุบนหน้ากระจกแลนด์โรเวอร์คันนั้น
“ตามประกบเอาไว้ อย่าให้พลาดนะหมู่ มีอะไรรีบโทรหาผม...เออ...พอแค่นี้ก่อน”
เขาจบการสนทนา
เขาเปิดประตูรถ ร่างสูงราว 180 กว่าลงมายืนข้างรถเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่ขมวดคิ้วหน้ามุ่ย เม้มปากสะกดอารมณ์ที่เริ่มระอุ ร่างหนาข่มอนุภาพให้ดูเป็นคนตัวเล็กทั้งที่ชายหนุ่มก็สูงใหญ่พอสมควร
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีใบหน้าคมสัน โหนกแก้มสูง นัยน์ตาคมกริบรับกับคิ้วหนา จมูกโด่งคมเป็นสัน ริมฝีปากคมได้รูปอย่างผู้ชาย ไรหนวดที่เพิ่งผ่านการโกนเป็นแนวเข้ม คางบุ๋มเล็กน้อย ผิวเข้มเหมือนคนตากแดดเป็นประจำ ไหล่กว้าง หน้าอกหนา กล้ามแขนแน่นเป็นมัดเพราะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รูปหล่อร้ายกาจ อนุภาพจำคำพูดของสมบัติเพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบชมผู้ชายรูปหล่อมาสรุปรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมดของผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“คุณชนท้ายรถผม!” อนุภาพเปิดฉาก
“เห็นแล้วครับ” ชายหนุ่มตอบ ท่าทางดูเหมือนไม่ทุกข์ร้อน อนุภาพนึกหมั่นไส้นัยน์ตาวาววับคู่นั้น
“คุณเบรคกระทันหันมากเลยนะ” ต่อว่ากลายๆ
“ถ้าไม่เบรคผมก็ชนท้ายคันหน้าสิ – นี่จะรีบไปทำงานด้วย ต้องมาเสียเวลาอีก”
เขาเริ่มหงุดหงิด ร้อนก็ร้อน
“แหม รถตามมาเป็นพรวน คุณขับก็เร็ว เบรคกระทันหันใครจะหยุดทันล่ะครับ”
“พูดแบบนี้ หมายความว่าคุณจะไม่รับผิดชอบ?” ชายหนุ่มเริ่มเสียงดัง
“เปล่านี่ ยังไม่ได้พูดซะหน่อย” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเหมือนท้าทาย
อนุภาพฉุนกับใบหน้าคมเข้มท้าทายทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“รถคุณมีประกันรึเปล่า?”
เหงื่อเริ่มผุดขึ้น ใบหน้าขาวสะอาดของอนุภาพเริ่มแดงระเรื่อ คิ้วขมวด จ้องหน้า นายตำรวจหนุ่มเขม็ง ...หมั่นไส้นัก กวนอารมณ์ตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว ...รถเขามีประกัน แต่เขาจะบอกว่าไม่มีประกัน จะได้ให้จ่ายเองเลย... อนุภาพคิด
“ท่าทาง เอาเรื่องไม่เบา” ร.ต.อ. อธิคมนึกในใจ
ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะแดดและความร้อนของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เขาสนใจ ที่จริงแล้ว จะเรียกว่า พึงใจ ก็ว่าได้
ดวงตาเศร้าแต่วิบวับเหมือนคนเจ้าอารมณ์ ผิวขาวสะอาด คิ้วดกเรียวคม จมูกโด่ง ริมฝีแดงระเรื่อเป็นธรรมชาติ รูปร่างสูงโปร่งราว 175 ซ.ม. มีกล้ามเนื้อพอควร แต่งกายเรียบง่ายแต่ดูดีเหมือนหนุ่มสมัยใหม่ อายุน่าจะราวยี่สิบปลายๆ อะไรไม่รู้ทำให้เขาอยากรู้จัก อธิคมคิดหาวิธี
แม้มีนิสัยเจ้าชู้นิดๆ แต่อธิคมก็ไม่ชอบไล่ตามจีบดะ ด้วยเป็นตำรวจ และในสภาวะแบบนี้ทำให้เขาต้องค่อนข้างระมัดระวังตัว จะทำอะไรโจ่งแจ้งเกินไปก็ไม่เหมาะ
ชายหนุ่มอย่างเขาดึงดูดคนรอบข้างได้เสมอ มีคนมาชอบเขามากมายทั้งเพศตรงข้าม และเพศเดียวกัน คนตามจีบเขาก็เยอะ แต่ชายหนุ่มที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่ตรงหน้ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้ว่า “ใช่” เขาพอใจ และอยากจะลองดู พักหลังมานี่เขาก็ยุ่งๆ ไม่ค่อยได้มีอะไรกุ๊กกิ๊กกับใครให้สดชื่นหัวใจเล่น ที่มีมักจะเป็นหนุ่มรักสนุกที่เขาพบตามผับบาร์เวลาออกท่องราตรีกับเพื่อนคู่หู...ร้อยตำรวจเอกธงรบ...ไม่ก็จากเพื่อนแนะนำมา ใครหล่ะจะไม่ชอบร้อยตำรวจเอกหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างดีและฐานะเรียกได้ว่าเป็นคนรวยคนหนึ่งอย่างเขา รถของเขามีประกันชั้นหนึ่ง เพิ่งจะต่ออายุมาหมาดๆ แต่ยังไม่ได้ผิดแผ่นป้ายหน้ากระจกรถเท่านั้น แต่ถ้าเขาปล่อยให้ประกันภัยจัดการ เขาก็จะไม่ต้องเกี่ยวข้องและจะไม่ได้ติดต่อกับชายหนุ่มอีก
“อืมม...” ผู้กองหนุ่มคิด...ชายหนุ่มตรงหน้าถูกใจเขา ลองจีบเล่นๆ หน่อยท่าจะดี